Fujian Journey: Tulou to Gulangyu – เที่ยวฝูเจี้ยน: มหัศจรรย์บ้านดินถู่โหลว สู่เกาะกู่ลั่งอวี่

เรื่องและรูปโดย ทีมงาน Vacationist

ถ้าใครเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องมู่หลาน (Mulan) แล้วล่ะก็คงจะคุ้นตากับฉากบ้านนางเอกที่เป็นบ้านดินถู่โหลวได้แน่นอน ครั้งนี้เราจะพาเที่ยวแบบผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเมืองท่าตากอากาศริมทะเล ศิลปวัฒนธรรมแบบยุโรปคลาสสิก และสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนแคะ (ฮากกา)

จากกรุงเทพ ฯ เราเลือกใช้บริการสายการบิน Xiamen Air บินตรงจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ (BKK) สู่ สนามบินนานาชาติเซียะเหมินเกาฉี (Xiamen Gaoqi International Airport -XMN) สนามบินนานาชาติที่ใกล้ถู่โหลวมากที่สุด ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที เมืองเซี่ยเหมินเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของมณฑลฝูเจี้ยน

สนามบินอยู่ห่างตัวเมืองเพียงประมาณ 10-15 กม. มีบริการ Airport Shuttle Bus ไปย่านที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายประมาณ 10-15 หยวน ใช้เวลาประมาณ 35-50 นาทีแต่ถ้าสัมภาระเยอะหรือเดินทางหลายคนแนะนำให้ใช้บริการเรียกรถ แท็กซี่ / DiDi ค่าโดยสารประมาณ 40-80 หยวน

พวกเราเลือกพักที่บริเวณ ถนนคนเดินจงซาน (Zhongshan Road Walking Street) เนื่องจากร้านอาหารเยอะ มาถึงช่วงบ่ายสามารถเดินเล่นกลางคืนได้ และถ้ายังไม่ไปบ้านดิน ย่านนี้ยังใกล้ท่าเรือไปเกาะกู่ลั่งอวี่อีกด้วย และหากคุณจองเดย์ทัวร์ไปบ้านดินถู่โหลว รถบัสท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมีจุดนัดพบหรือบริการรับ-ส่งแถวโรงแรมในย่านนี้

หากมีสถานที่ที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองเซียะเหมินได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้น ถนนคนเดินจงซาน (Zhongshan Road Pedestrian Street) ถนนเส้นนี้สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1925 และตั้งชื่อตาม ดร.ซุน ยัตเซ็น หรือ “ซุนจงซาน” บิดาแห่งสาธารณรัฐจีน ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ มีความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร และเป็นถนนคนเดินสายเดียวในจีนที่ทอดยาวมุ่งหน้าตรงสู่ชายทะเล เอกลักษณ์โดดเด่นคือตลอดสองข้างทางเรียงรายด้วยสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณอายุกว่าร้อยปี สไตล์ ฉีโหลว (Qilou / Arcade) ตึกแถวที่มีซุ้มทางเดินใต้อาคารที่เชื่อมต่อกัน บดบังทั้งแดดและฝนเป็นศิลปะสไตล์ ชิโน-โปรตุกีส ที่ผสมผสานระหว่างยุคอาณานิคมตะวันตกกับวัฒนธรรมจีนตอนใต้ (มินหนาน) ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ความรุ่งเรืองของชาวจีนโพ้นทะเลที่ประสบความสำเร็จแล้วกลับมาสร้างบ้านแปงเมือง

ช่วงหัวค่ำเป็นเวลาที่ถนนสายนี้สวยที่สุด แสงไฟจากป้ายร้านเริ่มส่องประกาย ผู้คนเดินกันอย่างไม่เร่งรีบ เสียงพูดคุยสลับกับกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยมาตามลมชวนให้ต้องแวะชิมเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็น ซุปถั่วลิสงรสละมุน (Peanut Soup) บะหมี่ซาทาย (Sha Cha Noodles) เป็ดอบขิงสูตรโบราณ รวมถึง หอยนางรมทอด ก่อนปิดท้ายด้วยชานมหรือชาผลไม้เย็น ๆ สักแก้ว ทุกไม่กี่ก้าวก็จะพบร้านของฝาก ร้านขนมพื้นเมือง และมุมถ่ายรูปสวย ๆ จนบางครั้งลืมไปว่าเดินมาไกลแค่ไหน

เมื่อเดินจนสุดถนนแล้วหันกลับมามองอีกครั้ง จะรู้ว่าความน่าประทับใจของจงซานไม่ได้อยู่ที่การช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเซียะเหมินอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งรอยยิ้มของพ่อค้าแม่ค้า กลิ่นอาหารท้องถิ่น และเสียงผู้คนที่เดินสวนกันตลอดค่ำคืน ทุกอย่างรวมกันจนกลายเป็นความทรงจำเล็ก ๆ ที่ทำให้หลายคนอยากกลับมาเดินบนถนนสายนี้อีกครั้ง

จากเมืองเซียะเหมินมุ่งหน้าสู่เขตหนานจิ้ง (Nanjing County) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มบ้านดินมรดกโลก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.5 – 3 ชั่วโมง เพราะ แต่ถ้าจะเดินทางมาเองด้วยรถสาธารณะก็ทำได้ สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากสถานี Xiamen Railway Station หรือ Xiamen North ไปลงที่สถานี Nanjing Railway Station (Fujian – 南靖)ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ค่าโดยสาร 25 หยวน จากนั้นเมื่อถึงสถานีหนานจิ้ง ต้องต่อรถบัสท้องถิ่น (Local Bus) สีเขียวไปยังหมู่บ้านโบราณหยุนสุ่ยเหยา (云水谣) นั่งสุดสายค่าโดยสาร 15 หยวนหรือเหมารถแท็กซี่ท้องถิ่นเพื่อเข้าไปยังโซนบ้านดิน ใช้เวลาอีกประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ข้อดีราคาประหยัดและควบคุมเวลาช่วงนั่งรถไฟได้แม่นยำ

เช้าวันนี้เราออกเดินทางจากเมืองเซียะเหมิน มุ่งหน้าสู่หุบเขาอันเงียบสงบของอำเภอหนานจิ้ง เนื่องจากบ้านดินถู่โหลวตั้งอยู่ในเขตภูเขาห่างจากตัวเมืองประมาณ 140-160 กิโลเมตร บริเวณบ้านดินจะแบ่งเป็นหลายคลัสเตอร์ (Cluster) เช่น เทียนหลัวเคิง, อวี้ชางโหลว ซึ่งแต่ละกลุ่มจะตั้งอยู่คนละหุบเขาเราจึงเลือกใช้บริการช่ารถพร้อมคนขับ (Private Car/Charter Bus) ผ่านเอเจนซี่ท่องเที่ยว หรือผ่านแอปอย่าง Ctrip/Trip.com ให้รถมารับจากโรงแรมในเซียะเหมิน ส่งถึงที่พักในถู่โหลว และพาทัวร์ตามจุดต่างๆ หรือซื้อทัวร์ท้องถิ่นเที่ยววันเดียวหนานจิ้งถู่โหลวได้เช่นกัน

จากเมืองเซียะเหมิน เมืองท่าอันทันสมัยและเงียบสงบ เรามุ่งหน้าลึกเข้าไปในหุบเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน ที่ซึ่งกาลเวลาคล้ายจะหยุดหมุนระหว่างทางวิวค่อย ๆ เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้า สู่ภูเขาและไร่ชา ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าเขียวขจีและหมู่บ้านชนบท ให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่อดีต

จุดหมายแรกของเรา คือ หมู่บ้านโบราณหยุนสุ่ยเหยา (Yunshuiyao Ancient Village) หมู่บ้านโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ชื่อว่า “ฉางเจียว”(Changjiao)  ก่อนจะโด่งดังจเป็นที่รู้จักในชื่อ “หยุนสุ่ยเหยา” มีความหมายว่า “บทเพลงแห่งเมฆและสายน้ำ” ตามภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำกลายเป็นชื่อที่ผู้คนรู้จักในปัจจุบัน

เมื่อก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเงียบสงบ ต้นไทรโบราณขนาดใหญ่หลายสิบต้นแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา บางต้นมีอายุหลายร้อยปี เป็นภาพที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ถนนหินโบราณทอดยาวเลียบลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน บ้านไม้เก่าแก่เรียงรายอยู่ริมลำธาร สะพานหินโบราณเชื่อมสองฝั่งหมู่บ้านเข้าด้วยกัน ทุกมุมเหมาะสำหรับการเดินเล่นและถ่ายภาพ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็นที่แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผิวน้ำ เกิดเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและนุ่มนวล

หยุนสุ่ยเหยาไม่ได้มีดีแค่ธรรมชาติ แต่เป็นที่ตั้งของ ถู่โหลว (Tulou) หรือบ้านดินมรดกโลกอันโดดเด่น สองแห่งที่เราจะไปเยือนคือ หวยหย่วนโหลว (Huaiyuan Lou) ถู่โหลวทรงกลมที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1909 เป็นสถาปัตยกรรมดินอัดที่สมบูรณ์มาก กำแพงดินหนาเกือบ 2 เมตร ภายในแบ่งเป็น 4 ชั้น มีห้องพักเรียงรายเป็นวงกลมหันหน้าเข้าสู่ลานกลางบ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลบรรพบุรุษที่ใช้สลักลวดลายไม้อย่างวิจิตรบรรจง

และอีกแห่งคือเหอคุยกวาน (Hegui Lou): สิ่งมหัศจรรย์ที่ชวนทึ่ง เพราะเป็นถู่โหลวทรงสี่เหลี่ยมที่สูงที่สุด (5 ชั้น) แต่ความลับคือ มันถูกสร้างขึ้นบน “พื้นที่ชุ่มน้ำหรือปลักโคลน” โดยใช้ไม้ซุงขนาดใหญ่กว่า 200 ท่อนวางเป็นรากฐาน หากเราลองกระทืบเท้าตรงลานกลางบ้าน จะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินด้านล่างที่ยืดหยุ่นดั่งฟองน้ำ

หลังจากเดินชมหมู่บ้านแล้ว แวะพักจิบชาร้อน ๆ หรือกาแฟในร้านเล็ก ๆ ริมลำธาร พร้อมลิ้มลองอาหารพื้นเมืองฝูเจี้ยน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการซึมซับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชุมชนแห่งนี้ ในยามค่ำคืน แสงไฟสีเหลืองนวลจากบ้านไม้และบ้านดินสะท้อนลงบนผืนน้ำ เสียงน้ำไหลเบา ๆ และอากาศเย็นสบายของหุบเขาสร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิง

เช้าในหมู่บ้านหยุนสุ่ยเหยา อากาศสดชื่นกว่าที่คิด หมอกบางลอยเหนือธารน้ำ ผู้คนเริ่มเปิดร้านขายอาหารเช้า กลิ่นซาลาเปาและนมถั่วเหลืองหอมไปทั่วหมู่บ้าน  หลังอาหารเช้าเราเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านถ่าเซี่ย (Taxia Village) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงประมาณ 20 นาที

หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี เป็นชุมชนของชาวฮากกา ตั้งอยู่ในหุบเขาแคบ โดยมีลำธารใสไหลผ่านโค้งเป็นรูปตัว S แบ่งหมู่บ้านออกเป็นสองฝั่งอย่างสมมาตรตามหลักฮวงจุ้ย “หยินหยาง” บ้านเรือนและถู่โหลวรูปทรงแปลกตาสร้างเลาะเลียบไปตามแนวลำธาร เชื่อมต่อกันด้วยสะพานหินเล็ก ๆ และสะพานไม้ทอดข้ามเป็นระยะ เป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติอย่างเด่นชัด

ที่นี่ไม่มีความพลุกพล่านเหมือนแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ผู้มาเยือนจึงสามารถเดินชมหมู่บ้านอย่างสบาย ๆ สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทั้งการปลูกชา ทำเกษตร และใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ

จุดสำคัญที่สุดของหมู่บ้านคือ ศาลบรรพบุรุษตระกูลจาง (Zhang Clan Ancestral Hall)สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง อาคารหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีบูชาบรรพบุรุษแต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน ใช้จัดงานสำคัญ ประชุม และเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นหัวใจของวัฒนธรรมชาวฮากกา

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดและถือเป็นหนึ่งเดียวในจีนคือ เสาหินมังกรแกะสลัก (Stone Flagpoles) จำนวน 24 ต้น ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระน้ำ ในอดีต เสาเหล่านี้คือ “เครื่องหมายแห่งความสำเร็จ” หากลูกหลานตระกูลจางคนใดสอบได้เป็นขุนนาง (จอหงวน) ทำคุณงามความดีให้ประเทศชาติ หรือมีอายุยืนยาวเกิน 90 ปี วงศ์ตระกูลจะสลักเสาหินนี้ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง หัวเสาจะมีลักษณะต่างกัน เช่น รูปพู่กันสำหรับสายบุ๋น (วิชาการ) และรูปสิงโตสำหรับสายบู๊ (ทหาร) เมื่อเดินเข้าไปภายในศาล จะเห็นงานแกะสลักไม้และสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบตระกูลและความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมฮากกา

จากหมู่บ้านท่าเซี่ย รถมุ่งหน้าขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขา  เราก็จะเห็นกลุ่มบ้านดินถู่โหลวเทียนลั่วเคิง (Tianluokeng Tulou Cluster) จากมุมมองเบื้องสูง (Overlook) จากจุดชมวิวบนเนินเขาจะเห็นด้านบน อาคารดิน 5 หลังวางอย่างงดงามท่ามกลางนาขั้นบันไดและหมู่บ้านเล็ก ๆประกอบด้วยถู่โหลวทรงกลม 3 หลัง ทรงรี 1 หลัง ล้อมรอบถู่โหลวทรงสี่เหลี่ยมตรงกลาง 1 หลัง จนได้รับฉายาเย้าแหย่จากนักท่องเที่ยวว่า “สี่จาน หนึ่งซุป” (四菜一汤) four dishes and one soup) เป็นภาพที่เคยเห็นในโปสการ์ด กลายเป็นสัญลักษณ์ของถู่โหลวแห่งฝูเจี้ยน แห่งนี้

เมื่อได้มายืนมองด้วยตาตัวเองกลับยิ่งน่าประทับใจ จากนั้นเดินลงสู่หมู่บ้าน สัมผัสกำแพงดินหนาที่ยังคงแข็งแรง และลานกลางบ้านที่ยังเป็นพื้นที่พบปะของผู้คนเหมือนในอดีต หลายครอบครัวยังคงอาศัยอยู่จริง เปิดร้านน้ำชา ขายของพื้นเมือง และต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง

บ้านดินถู่โหลว หรือฝูเจี้ยนถู่โหลว (Fujian Tulou) ตั้งอยู่กระจัดกระจายเป็นพื้นที่กว้างขวางในเมืองหย่งติ้ง (Yongding), เมืองหนานจิ้ง (Nanjing) และเมืองหวาอัน (Hua an) ในมณฑลฝูเจี้ยน (Fujian) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12-20 ในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน มีการรักษาและสืบทอดจนถึงยุคปัจจุบันรวมอายุกว่า 800 ปี เป็นกลุ่มของอาคารมีรูปทรงเลขาคณิตที่แปลกตาทั้งรูปทรงวงแหวน และทรงเหลี่ยม เป็นที่พักอาศัยของชาวจีนฮกเกี้ยน (ชาวจีนแคะ) คาดว่าสามารถอยู่ได้มากถึง 800 คนหรือประมาณ 30-40 ครอบครัว โครงสร้างของบ้านดิน เกิดจากดินผสมกับวัสดุธรรมชาติอื่นๆ อย่างไม้ หิน และไม้ไผ่ ผนังของถู่โหลวที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงด้วยนั้นมีความหนาถึง 6 ฟุต โครงสร้างภายในประกอบด้วยไม้ไผ่สาน ซุง หิน พอกทับด้วยดินเหนียว ประกอบกันจนแข็งแรงสามารถต้านทานการโจมตีจากปืนใหญ่ มีช่องระบายลมที่สามารถใช้เป็นป้อมปืนหรือธนูในการต่อสู้กับโจรได้ อีกทั้งกำแพงดินหนายังช่วยป้องกันพายุลมแรง และบรรเทาความเสียหายจากแผ่นดินไหว ทำให้อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นสบายในฤดูร้อน ความสูงประมาณตึก 5-6 ชั้นเลย ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “ปิดด้านนอก เปิดด้านใน” ของจีน ภายในแบ่งเป็นห้องย่อยๆ ทุกห้องหันหน้าเข้าหากัน ส่วนผนังหลังห้องทำหน้าที่เป็นกำแพงของบ้านดิน ห้องครัวและห้องอาหารอยู่ชั้นแรก ชั้นต่อมาได้แก่ห้องเก็บพืชผลทางการเกษตร ชั้นที่สามและสี่คือห้องนอน สำหรับบ้านในชั้นที่สองส่วนใหญ่จะเป็นห้องรับแขก และยังมีห้องสำหรับจัดพิธีสำคัญๆ ของบ้านเช่น งานแต่งงาน งานมงคลรื่นเริงต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นชุมชนเล็กๆ ภายในถู่โหลว

ปัจจุบันมีอยู่ 46 หลังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก UNESCOในปี ค.ศ. 2008 อยู่ที่เมืองหย่งติ้ง 23 หลัง, ที่เมืองหนานจิ้ง 20 หลัง และที่เมืองหัวอัน 3 หลัง ซึ่งในปี ค.ศ. 2011 ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกลำดับที่ 36 ของจีน โดยปกตินักท่องเที่ยวจะเข้าเที่ยวชมกันอยู่ 2 แห่งคือ ที่เมืองหนานจิ้งและเมืองหย่งติ้ง ครั้งนี้เราเที่ยวเฉพาะที่เมืองหนานจิ้ง

ห่างไปไม่ไกลเป็นที่ตั้งของ บ้านดินอวี้ชาง (Yuchang Lou) บ้านดินทรงกลมที่เก่าแก่ที่สุดอายุกว่า 700 ปี สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1308 มีเอกลักษณ์คือโครงสร้างเสาไม้ชั้น 3-4 ที่เอียงกระเท่่ห์จนได้ฉายา “บ้านดินเสาเอียง” แม้โครงสร้างจะดูแปลกตา แต่บ้านหลังนี้ยังคงมั่นคงและมีผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง การเดินขึ้นบันไดไม้ทีละชั้น พร้อมมองแสงที่ส่องผ่านช่องกลางอาคาร ทำให้สัมผัสได้ถึงภูมิปัญญาการก่อสร้างอันน่าทึ่งของชาวฮากกาในอดีต

หลังจากใช้เวลาทั้งสองวันท่ามกลางหมู่บ้านโบราณ บ้านดินถู่โหลว และวิถีชีวิตของชาวฮากกา เราออกเดินทางกลับสู่เมืองเซียะเหมิน แม้จะกลับเข้าสู่เมืองที่ทันสมัยอีกครั้ง แต่ภาพของบ้านดินกลางหุบเขา ถนนหินโบราณ ลำธารใส และต้นไทรใหญ่แห่งหยุนสุ่ยเหยา ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของถู่โหลวเท่านั้น หากยังเป็นการสัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชาวฮากกาที่ได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาหลายร้อยปี จนกลายเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศจีน

เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างสบาย ๆ จากที่พักย่าน ถนนคนเดินจงซาน (Zhongshan Road Pedestrian Stree) เดินเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงท่าเรือข้ามฟาก (Ferry): เกาะกู่ลั่งอวี่เป็นเกาะปลอดรถยนต์ การเดินทางไปจึงต้อง นั่งเรือเฟอร์รี่เท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ Xiamen International Cruise Center (ท่าเรือซียู่) เพื่อข้ามไปยังท่าเรือ Sanqiutian หรือ Neicuoao บนเกาะกู่ลั่งอวี่ (Gulangyu) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

ข้อควรระวัง แนะนำให้จองตั๋วเรือล่วงหน้าผ่านมินิโปรแกรมใน WeChat หรือ Alipay ผู้คนเริ่มทยอยต่อแถวรอขึ้นเรือข้ามฟาก เมื่อเรือค่อย ๆ แล่นออกจากฝั่ง ภาพเส้นขอบฟ้าของเมืองเซียะเหมินก็ค่อย ๆ ถอยห่าง ขณะที่เกาะเล็ก ๆ เบื้องหน้าคือ เกาะกู่ลั่งอวี่ (Gulangyu) จุดหมายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และได้รับฉายาว่า “เกาะแห่งเสียงเปียโน” เกาะนี้มีกฎเหล็กคือ “ห้ามรถยนต์และจักรยานยนต์วิ่งเด็ดขาด”

ทันทีที่ก้าวขึ้นฝั่ง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่น ลมทะเล และผู้คนที่เดินเล่นไปตามตรอกเล็ก ๆ อาคารเก่าแก่สไตล์ยุโรปเรียงรายสลับกับบ้านจีนโบราณ บอกเล่าเรื่องราวในยุคที่กู่ลั่งอวี่เคยเป็นชุมชนการค้าระหว่างประเทศ จนเกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัวชื่อ “กู่ลั่งอวี่” แปลว่า เกาะกลองหนุนคลื่น เนื่องจากในอดีตยามน้ำขึ้น คลื่นทะเลจะกระทบโขดหินเกิดเสียงดังคึกคักคล้ายเสียงรัวกลอง หลังสงครามฝิ่น เกาะแห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นเขตเช่าต่างชาติ มีสถานกงสุลถึง 13 ประเทศมาตั้งอยู่ คฤหาสน์สไตล์วิกตอเรียน นีโอคลาสสิก และสถานทูตเก่าแก่จึงตั้งเรียงราย จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ “Amoy Deco” ที่ทรงคุณค่า

เราเดินลัดเลาะไปตามถนนหินแคบ ๆ ผ่านร้านกาแฟเล็ก ๆ ร้านขนมพื้นเมือง และร้านขายเครื่องดนตรีที่พบเห็นได้แทบทุกมุมของเกาะ เสียงเปียโนจากโรงเรียนดนตรีหรือบ้านเรือนที่เปิดหน้าต่างซ้อมเพลงดังแว่วมาตามสายลม ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงได้รับสมญานามว่า “เกาะแห่งเสียงเปียโน” บรรยากาศดูผ่อนคลายจนอยากเดินช้า ๆ เพื่อซึมซับเสน่ห์ของทุกตรอกซอกซอย

จุดหมายสำคัญคือ สวนซูจวง (Shuzhuang Garden) สวนริมทะเลที่สร้างผสมผสานระหว่างภูมิทัศน์ธรรมชาติกับศิลปะการจัดสวนแบบจีน ผู้ออกแบบได้ “ยืมวิวทะเล” อันกว้างใหญ่มาเป็นส่วนหนึ่งของสวน เดินสะพานเก้าโค้งทอดเหนือน้ำทะเล ลมพัดเย็นสบายมาก

และยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เปียโน (Piano Museum) ซึ่งรวบรวมเปียโนโบราณล้ำค่าจากทั่วโลกไว้กว่า 40 หลัง จากหลายประเทศ ในอดีตเกาะนี้มีเปียโนแทบทุกครัวเรือน จนได้ฉายาว่า “เกาะแห่งเปียโน” แว่วเสียงเพลงคลาสสิกคลอกับเสียงคลื่นซัดสาด

จากนั้นเดินต่อไปยัง หินซื่อกวง (Sunlight Rock) จุดชมวิวสูงที่สุดของเกาะ แม้ต้องเดินขึ้นบันไดอยู่พอสมควร แต่เมื่อมองลงมาเบื้องล่างจะเห็นหลังคาอาคารสีแดงเรียงราย ทะเลสีคราม และเส้นขอบฟ้าของเมืองเซียะเหมิน เป็นภาพที่สวยคุ้มค่ากับความเหนื่อย

ช่วงบ่ายแวะนั่งพักในคาเฟ่เล็ก ๆ ริมทาง พร้อมชิมของขึ้นชื่ออย่างพายไส้ต่าง ๆ ขนมถั่ว และอาหารทะเลสด ก่อนเลือกซื้อของฝากจากร้านงานฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกแคบ ๆ ทุกมุมของเกาะเต็มไปด้วยมุมถ่ายภาพ ทั้งกำแพงอิฐเก่า ประตูไม้สีสด ระเบียงดอกไม้ และต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา ทำให้การเดินเที่ยวที่นี่ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เพราะเสน่ห์ของกู่ลั่งอวี่อยู่ที่การปล่อยเวลาให้เดินไปพร้อมกับเรา

เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนลง ได้เวลานั่งเรือกลับสู่ฝั่งเซียะเหมิน ระหว่างที่เรือแล่นออกจากเกาะ ลองหันกลับไปมองอีกครั้ง จะเห็นเกาะเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี สถาปัตยกรรมอันงดงาม และบรรยากาศแสนสงบ ค่อย ๆ เลือนหายไปกับเส้นขอบฟ้า แม้ใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน แต่กู่ลั่งอวี่กลับมอบความรู้สึกเหมือนได้หลบหนีความวุ่นวายไปยังอีกโลกหนึ่ง และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้การมาเยือนเซียะเหมินสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

วัดพุทธเก่าแก่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าภูเขาอู่เหลา (Wulaofeng) ฮวงจุ้ยที่นี่ตามตำราแป๊ะๆ คือ “หลังพิงภูเขา หน้าหันสู่น้ำทะเล” วัดนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ถัง มีอายุกว่า 1,000 ปี แต่เดิมชื่อวัดประดิษฐาน (Puzhao Temple) แต่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ชิง และเนื่องจากเป็นวัดที่ยึดมั่นในการบูชาพระโพธิสัตว์กวนอิม เช่นเดียวกับวัดบนเกาะพู่โถวซานอันโด่งดังในมณฑลเจ้อเจียง แต่อยู่ทางทิศใต้กว่า จึงได้ชื่อใหม่ว่า “หนานพู่โถว” (พู่โถวทิศใต้)

เมื่อก้าวเข้าสู่วัด เสียงเมืองค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงระฆัง กลิ่นธูป และความสงบร่มเย็น หลังคาวิหารหลักเป็นศิลปะสไตล์มินหนานแท้ๆ หลังคาโค้งงอนชี้ฟ้า ประดับประดาด้วยงานตัดกระจกสีและเซรามิกหลากสีสัน (Chuanzhi) ถ่ายทอดเรื่องราวสัตว์มงคลในปกรณัมจีนอย่างประณีต ด้านในวิหารประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือ ศรัทธาที่อวลอยู่ในกลิ่นธูปทำให้จิตใจสงบอย่างประหลาด

ด้านหลังวัดมีทางเดินบันไดหินไต่ขึ้น ภูเขาอู่เหลา ระหว่างทางจะผ่านก้อนหินใหญ่น้อยที่สลักอักษรจีนโบราณสีแดง โดยเฉพาะคำว่า “佛” (พระพุทธ) ขนาดใหญ่ และเมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิวด้านบน เราจะเห็นทิวทัศน์แบบพาโนรามาของมหาวิทยาลัยเซียะเหมินและชายฝั่งทะเลทั้งหมด คุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน ผู้คนมากมายเดินทางมาสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม ขอพรเรื่องสุขภาพ ความสำเร็จ และความเป็นสิริมงคล

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่อยู่อาศัย หากยังเป็นศูนย์รวมของครอบครัว วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาหลายศตวรรษ

บางทีเสน่ห์ของมณฑลฝูเจี้ยน อาจไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของเมือง หากแต่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างงดงาม และพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสด้วยตัวเอง