สวิตเซอร์แลนด์โซนยุงเฟรา

เมื่อพูดถึง “สวิตเซอร์แลนด์” หลายคนคงนึกถึงภาพหิมะขาวโพลนและเมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ แต่รู้ไหมว่า สวิตเซอร์แลนด์ในฤดูร้อน (Summer in Switzerland) ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้ฤดูไหน โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม คือช่วงเวลาที่ประเทศนี้มีเสน่ห์จนทำให้ใจละลายได้มากที่สุด เพราะนี่คือช่วงที่ฟ้าเปิดเคลียร์ใส แสงแดดจัดจ้าขับให้สีสันของธรรมชาติคมชัด ราวกับมีใครเอาพู่กันมาสะบัดสีเขียวขจีของทุ่งหญ้าอัลไพน์ ตัดกับยอดเขาหิมะสีขาว และทะเลสาบสีฟ้าคราม

และพิกัดที่ตอบโจทย์ความฟินแบบเบ็ดเสร็จในทริปเดียว ขอแนะนำโซนยุงเฟรา (Jungfrau Region) หรือภูมิภาค Berner Oberland ที่นี่เก็บครบทุกนิยามความฝันของสวิส ทั้งหมู่บ้านน่ารักกลางหุบเขา น้ำตกอลังการ และทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่มีน้องวัวผูกกระดิ่งคอที่เดินเล็มหญ้าอยู่เนืองๆ อีกทั้งยังเดินทางสะดวกด้วยรถไฟและกระเช้าที่เชื่อมถึงกันอย่างลงตัวเตรียมเคลียร์เมมโมรี่การ์ดให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน

สัมผัสหุบเขาแห่งน้ำตก และหมู่บ้านไร้มลพิษ 

เราเริ่มต้นเช้าวันแรกด้วยการนั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเลาเทอร์บรุนเนิน (Lauterbrunnen) หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางอ้อมกอดของหุบเขาหินปูนอันยิ่งใหญ่ ทันทีที่รถไฟเคลื่อนเข้าสู่สถานี ภาพแรกที่ต้อนรับเราคือหน้าผาสูงชันขนาบสองข้าง และสายน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และทุ่งหญ้าสีเขียวที่โอบล้อมหมู่บ้านไว้ทุกด้านที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น “หุบเขาแห่งน้ำตก” เพราะมีน้ำตกรายล้อมกว่า 70 สาย!

ไฮไลต์เด็ดคือ Staubbach Falls น้ำตกที่สูงเกือบ 300 เมตร ไหลลงมาจากผาหินกลายเป็นละอองฟุ้งกระจายราวกับสายหมอก เดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงน้ำตกซัดซ่าเบาๆ ท่ามกลางบ้านไม้สไตล์ชาเลต์ (Chalet) ที่ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ป่า ทุกมุมเต็มไปด้วยวิวที่ทำให้อดหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปไม่ได้บอกเลยว่าใจฟูตั้งแต่เริ่มทริป

จากนั้นเรานั่งกระเช้าและต่อรถไฟไต่เขาขึ้นสู่ความสูงกว่า 1,600 เมตร ไปยังหมู่บ้านมูร์เริน (Mürren) หมู่บ้านเล็กๆ บนหน้าผาสูงที่กุมหัวใจนักเดินทางทั่วโลกด้วยคอนเซปต์ Car-free Village เมืองที่ไม่มีรถยนต์วิ่งเลยสักคัน ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากสถานี โลกทั้งใบก็เงียบสงบลงทันตา จะมีก็เพียงเสียงกระดิ่งคอวัวกรุ๊งกริ๊ง และเสียงลมพัดผ่านทุ่งดอกไม้ป่า ยิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดอกไม้ตามระเบียงบ้านจะบานสะพรั่งแข่งกันอวดสีสัน การเที่ยวที่นี่ไม่มีคำว่าเร่งรีบค่ะ แค่เดินทอดน่องไปตามทางเล็กๆ หยุดจิบกาแฟริมระเบียง มองวิว “ยอดเขาสามเกลอ” (Eiger, Mönch, Jungfrau) ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แค่นี้ก็ฮีลใจสุดๆ แล้ว

ค่ำคืนนี้เราเลือกพักที่อินเทอร์ลาเคน (Interlaken) เมืองหลวงแห่งการต่อรถไฟ พร้อมปิดท้ายวันด้วยพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ลับหลังยอดเขา ทิ้งแสงสีทองสาดส่องทั่วหุบเขา เป็นภาพที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำไปอีกนาน

แตะขอบฟ้าที่ “Top of Europe” และเช็กอินเมืองหลวงแห่งหุบเขา

ตื่นเช้ามาพร้อมความตื่นเต้น เพราะวันนี้เราจะไปพิชิตจุงเฟรา Jungfraujoch -Top of Europe ความเจ๋งคือเราจะได้นั่งรถไฟสายโรแมนติก ไต่ระดับความสูงผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโขดหิน เจาะอุโมงค์ทะลุขุนเขาจนไปถึงสถานีที่อยู่สูงที่สุดในยุโรป พอประตูเปิดออก ความเย็นยะเยือกและภาพทุ่งหิมะสีขาวโพลนสะท้อนแสงแดดฤดูร้อนก็ทำให้เราต้องร้องว้าว

แม้ข้างล่างจะเขียวขจี แต่ข้างบนนี้มีหิมะและธารน้ำแข็งให้เราสัมผัสตลอดปี แนะนำให้เดินไปที่ Sphinx Observatory เพื่อชมวิวแบบ 360 องศา มองเห็น Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ แล้วอย่าลืมแวะไปถ่ายรูปเก๋ๆ ใน Ice Palace ถ้ำน้ำแข็งแกะสลักใต้ธารน้ำแข็ง และออกไปยืนโพสท่าคู่กับธงชาติสวิสบนลานหิมะกลางแดดจ้า ถ่ายรูปออกมาตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้ม สวยตะโกนมาก

ช่วงบ่าย เรานั่งรถไฟลงมายังเมืองกรินเดลวัลด์ (Grindelwald) เมืองตากอากาศชื่อดังที่ตั้งอยู่ในหุบเขา โอบล้อมด้วยภูเขาหินแกรนิตขนาดยักษ์ บรรยากาศในเมืองจะมีความคึกคักและมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่เก๋ๆ และร้านของที่ระลึก กิจกรรมยอดฮิตหลังจากลุยหิมะเย็นๆ มาทั้งวัน คือการเลือกร้านน่านั่งสักร้าน สั่งชีสฟองดูว์ (Cheese Fondue) อุ่นๆ มาจิ้มทานคู่กับขนมปัง พร้อมนั่งมองวิวเทือกเขาด้านหลัง เป็นความสุขที่เพอร์เฟกต์และอิ่มท้องไปพร้อมกัน ปิดท้ายวันที่เพอร์เฟกต์มาก

ผจญภัยบนยอดเขาและเดินเทรลสู่ทะเลสาบกระจก

เช้าวันนี้เริ่มต้นด้วยการนั่งกระเช้าขึ้นสู่กรินเดลวาลด์-เฟิร์ส (Grindelwald First) แหล่งรวมกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม ระหว่างทาง วิวด้านล่างค่อยๆ เปิดกว้างขึ้น เห็นทั้งทุ่งหญ้า บ้านไม้ และยอดเขาที่เรียงรายอยู่ไกลสุดสายตา เมื่อถึงด้านบน อากาศเย็นสบายและวิวรอบตัวแทบจะ 360 องศา ใครชอบความท้าทายต้องลองเดินบน First Cliff Walk สะพานเหล็กที่ยื่นออกจากหน้าผา ให้ความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย แต่รางวัลคือวิวเทือกเขาแอลป์ที่สวยอลังการ

เสร็จจากกิจกรรมท้าความเสียว เรามาเดินเทรล (Hiking) กันต่อ เส้นทางนี้เดินง่ายมาก ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางราบราวๆ 1 ชั่วโมง)ไปยังทะเลสาบบัค แอลป์ ซี ( Bachalpsee) ทะเลสาบสีฟ้าใสที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ในวันทีฟ้าเปิดและลมสงบ ผิวน้ำของทะเลสาบจะนิ่งสนิทและสะท้อนภาพยอดเขาชเร็คฮอร์น (Schreckhorn) ราวกับกระจกเงาบานยักษ์เส้นทางเดินไม่ยาก ผ่านทุ่งหญ้า ดอกไม้ป่า และฝูงวัวที่กำลังเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์

และเมื่อเดินไปถึงจุดหมาย ทุกคนมักจะหยุดนิ่งไปโดยอัตโนมัติ เพราะผิวน้ำของทะเลสาบในวันที่ลมสงบ จะนิ่งสนิทและสะท้อนภาพของยอดเขาชเร็คฮอร์นราวกับกระจกเงาบานยักษ์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้น หลายคนเลือกที่จะหยิบแซนด์วิชง่ายๆ ขึ้นมานั่งปิกนิกริมน้ำ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด บางทีความสุขในสวิตเซอร์แลนด์ก็เรียบง่ายแค่นี้เอง แค่นั่งมองวิวเงียบๆ จนไม่อยากกลับเลย

ล่องเรือในน้ำสีเทอร์ควอยซ์ และส่งท้ายความประทับใจที่เมืองโรแมนติก

วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ เราขอเปลี่ยนบรรยากาศจากภูเขาสูงลงมาสัมผัสความเย็นฉ่ำของสายน้ำ ด้วยการล่องเรือใน ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz) ทะเลสาบที่ได้ชื่อว่าสีสวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ เพราะน้ำในฤดูร้อนจะเป็นสีเขียวอมฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสแจ๋วสะท้อนแดดระยิบระยับ ลมพัดมาเย็นสบายผิว

เรือจะแล่นผ่านหมู่บ้านอิเซิลท์วัลด์ (Iseltwald) ตามรอยซีรีส์เกาหลีชื่อดัง (Crash Landing on You) ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยภาพบ้านไม้และปราสาทโบราณ เป็นชั่วโมงแห่งการปล่อยใจให้ธรรมชาติบำบัดอย่างแท้จริง

เรานั่งรถไฟเดินทางต่อไปยังลูเซิร์น (Lucerne)เมืองโบราณสุดโรแมนติกริมทะเลสาบ ย่านเมืองเก่า (Old Town) ของที่นี่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของอาคารโบราณที่วาดลวดลายเฟรสโกบนผนังอย่างประณีต ถนนปูด้วยหิน และบ้านสีพาสเทลน่ารัก เราเดินไปเช็กอินที่ สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge – Kapellbrücke) สะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ทอดข้ามแม่น้ำ Reuss พร้อมหอคอยทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง

จากนั้นแวะไปให้กำลังใจ อนุสาวรีย์สิงโตหินแกะสลัก (Lion Monument) ที่แกะสลักอยู่บนหน้าผาหินอย่างสุดฝีมือ ก่อนจะปิดท้ายทริปด้วยการเดินช้อปปิ้งของฝาก ของที่ระลึก และช็อกโกแลตสวิสแท้ๆ ในตัวเมืองเก่าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับด้วยรอยยิ้ม

ทิปส์เพิ่มเติมสำหรับทริปนี้  ตั๋วรถไฟ: แนะนำให้ซื้อ Swiss Travel Pass (แบบ 4 วัน) ซึ่งจะครอบคลุมค่ารถไฟ เรือล่องทะเลสาบ และใช้เป็นส่วนลดกระเช้า/รถไฟขึ้นยอดเขาใหญ่ๆ ได้เกือบทั้งหมด ช่วยให้เดินทางง่ายไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋วบ่อยๆ ครับ  การแต่งกาย: ด้านล่างในเมืองอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อยืดกางเกงขายาวสบายๆ แต่บนยอดเขายุงเฟรายังคงเป็นลบหรือเลขตัวเดียว ดังนั้น ยังต้องพกเสื้อกันหนาวขนเป็ดหรือแจ็คเก็ตหนาๆ ไป 1 ตัว สำหรับวันขึ้นยอดเขาครับ  การจอง: เดือนกรกฎาคม-สิงหาคมคือช่วง High Season ที่พีกที่สุดของยุโรป โรงแรมและตั๋วขึ้นยุงเฟราควรจองล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :