Beautiful Andaman ทะเลอันดามัน

ภาคใต้ของประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามระดับโลกมากมาย ซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝั่งหลักๆ คือฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย โดยแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์และช่วงเวลาท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ดังนี้ ฝั่งอันดามัน (ช่วงที่สวยที่สุด: พฤศจิกายน – เมษายน) และ ฝั่งอ่าวไทย (ช่วงที่สวยที่สุด: มีนาคม – กันยายน)

ที่เที่ยวฝั่งอันดามันทะเลฝั่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาว และปะการังที่สมบูรณ์ โดยครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ในแต่ละจังหวัด เช่น

1.จังหวัดพังงา (สวรรค์ของนักดำน้ำ)

1.1 หมู่เกาะสิมิลัน (Similan Islands)

ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา ถือเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำและคนรักทะเลทั่วโลก ด้วยความใสของน้ำระดับคริสตัลและหาดทรายขาวละเอียดเหมือนแป้ง

คำว่า “สิมิลัน” มาจากภาษายาวี แปลว่า “เก้า” ซึ่งหมายถึงจำนวนเกาะเดิมที่มีอยู่ 9 เกาะ เรียงตัวตามแนวเหนือ-ใต้ในทะเลอันดามัน (ปัจจุบันมีการผนวกเกาะตาชัยและเกาะบอนเพิ่มเข้ามาภายหลัง) พื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์มากจนได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2525 เพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติที่ถือเป็นอัญมณีแห่งทะเลอันดามัน และสวรรค์ของคนรักทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลใสสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ หาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้ง เป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยที่สุดในโลก ผู้คนนิยมซื้อ One Day Trip จากภูเก็ตหรือพังงา โดยต้องไปขึ้นเรือที่ ท่าเรือทับละมุ จ.พังงา ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ทประมาณ 1.5 ชั่วโมง

ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ไม่ได้เปิดให้เที่ยวตลอดปี โดยปกติจะเปิด-ปิดตามฤดูกาลดังนี้ ช่วงเปิดเกาะ: ประมาณวันที่ 15 ตุลาคม – 15 พฤษภาคม ของทุกปี ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: เดือน มกราคม – มีนาคม เพราะคลื่นลมสงบและน้ำจะใสที่สุด ช่วงปิดเกาะ: 16 พฤษภาคม – 14 ตุลาคม (เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูและหลีกเลี่ยงมรสุม)

จุดท่องเที่ยวน่าสนใจ:

เกาะแปด (Similan Island): เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา มีประวัติศาสตร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โด่งดังระดับโลก แลนด์มาร์คสำคัญคือ หินเรือใบ (Sail Rock) จุดเช็กอินบนโขดหินที่มองเห็นวิวพาโนรามาของอ่าวเกือกอันงดงาม น้ำทะเลสีฟ้าครามใสสะอาด และหาดทรายขาวละเอียด เราสามารถนั่งเรือสปีดโบ๊ทจากท่าเรือทับละมุใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที

เกาะสี่ (เกาะเมียง Koh Miang): เป็นเกาะขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา มีประวัติเป็นที่ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ไฮไลท์สำคัญคือ หาดเจ้าหญิง ที่มีทรายขาวละเอียดราวแป้งและน้ำใสสีคราม รวมถึง หาดเล็ก ที่เงียบสงบและมีทางเดินศึกษาธรรมชาติเชื่อมต่อกัน นักท่องเที่ยวสามารถพบสัตว์หายากอย่าง “ปูไก่” และ “นกชาปีไหน” ได้ที่นี่

เกาะเจ็ด (เกาะปายู) และ เกาะเก้า (เกาะบางู): สองจุดนี้คือสวรรค์ของการดำน้ำตื้น (Snorkeling) มีแนวปะการังที่สมบูรณ์และฝูงปลาสีสันสวยงามมากมาย

เกาะห้า และ เกาะหก: จุดดำน้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำใสจนมองเห็นพื้นทรายด้านล่างได้ชัดเจน

สวรรค์ของนักดำน้ำ: จุดดำน้ำตื้นและน้ำลึกที่โด่งดัง เช่น อ่าวพัดลึก และ กองหินริเชลิว ซึ่งเต็มไปด้วยปะการังอ่อนหลากสีสัน ฝูงปลาเขตร้อน และโอกาสในการพบฉลามวาฬ

1.2 หมู่เกาะสุรินทร์ (Mu Ko Surin)

ตั้งอยู่ในอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีความโดดเด่นเรื่องความสมบูรณ์ของแนวปะการังน้ำตื้นสวยที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อปี พ.ศ. 2524 พื้นที่นี้ประกอบด้วยเกาะหลัก 5 เกาะ โดยมีประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์คือเป็นที่อยู่อาศัยของ “ชาวเลเผ่ามอแกน” ยิปซีทะเลที่สืบทอดวิถีชีวิตดั้งเดิมมาอย่างยาวนานให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ นักท่องเที่ยวนิยมใช้บริการ One Day Trip หรือทัวร์ค้างคืน โดยต้องไปขึ้นเรือที่ ท่าเรือคุระบุรี จ.พังงา (เป็นจุดที่ใกล้ที่สุด) ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ทประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ทั้งนี้ อุทยานฯ จะเปิดให้เที่ยวเฉพาะช่วง 15 ตุลาคม – 15 พฤษภาคม ของทุกปี

จุดท่องเที่ยวน่าสนใจ:

หมู่บ้านมอแกน: ตั้งอยู่ที่อ่าวบอนใหญ่บนหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เป็นถิ่นที่อยู่ของ “ยิปซีทะเล” ผู้มีวิถีชีวิตผูกพันกับมหาสมุทรมานับร้อยปี ไฮไลท์คือการชมบ้านไม้ยกพื้นสูงมุงหลังคาใบจาก และงานแกะสลักเรือฉลอมจำลองที่เป็นเอกลักษณ์การเดินทาง สามารถนั่งเรือสปีดโบ๊ทจากท่าเรือคุระบุรีมายังอุทยานฯ หมู่เกาะสุรินทร์ แล้วต่อเรือหางยาวของชาวบ้านเข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

อ่าวช่องขาด (Ao Chong Khat) เป็นจุดแรกที่เรือทัวร์จะพานักท่องเที่ยวมาจอด และเป็นที่ตั้งของสำนักงานอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ประวัติและความสำคัญ: ชื่อ “ช่องขาด” มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เกาะสุรินทร์เหนือและเกาะสุรินทร์ใต้ตั้งอยู่ชิดกันมาก จนดูเหมือนเป็นเกาะแฝดที่มีร่องน้ำแคบๆ กว้างเพียงประมาณ 200 เมตรกั้นกลาง ในช่วงน้ำลดระดับน้ำจะตื้นมากจนแทบจะเดินข้ามไปหากันได้

จุดเช็คอินและไฮไลท์: หินแม่ไก่: หินรูปร่างแปลกตาคล้ายแม่ไก่นั่งกกไข่ เป็นสัญลักษณ์ยอดฮิตที่ใครมาก็ต้องถ่ายรูปคู่ หาดทรายขาวที่มีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลเป็นสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสจนเห็นตัวปลา นอกจากนี้ยังมีทางเดินศึกษาธรรมชาติสั้นๆ ให้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงของช่องแคบระหว่างเกาะ

อ่าวไม้งาม (Ao Mai Ngam) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะสุรินทร์เหนือ เป็นจุดพักแรมหลักสำหรับสายแคมป์ปิ้งคำว่า”ไม้งาม” มาจากความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ชายหาดและป่าดิบชื้นที่ล้อมรอบอ่าว ทำให้มีความร่มรื่นตลอดทั้งวัน การจะเข้าถึงอ่าวไม้งามต้องเดินเท้าผ่านป่าชายหาดระยะทางประมาณ 200 เมตร (จากจุดจอดเรือฝั่งอ่าวช่องขาด) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ร่มรื่นและมีป้ายให้ความรู้ตลอดทาง มีลานกางเต็นท์ริมทะเลถือเป็นหนึ่งในลานกางเต็นท์ที่สวยที่สุดในไทย นอนฟังเสียงคลื่นใต้ร่มไม้ใหญ่ ส่วนอ่าวไม้งาม (ด้านใน)เป็นหาดโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว น้ำนิ่งและตื้น เหมาะแก่การเล่นน้ำและหัดดำน้ำตื้นสำหรับเด็กหรือผู้เริ่มต้น

หากเดินเล่นเงียบๆ ในช่วงเช้าหรือเย็น อาจมีโอกาสพบ “ปูไก่” ที่ส่งเสียงร้องคล้ายไก่ หรือนกชาปีไหนซึ่งหาดูยากสวรรค์ของนักดำน้ำตื้น: จุดดำน้ำชื่อดังอ่าวแม่ยาย และ อ่าวเต่า ที่มีปะการังเขากวาง ปะการังสมอง และปลาการ์ตูนแหวกว่ายให้เห็นในระดับน้ำที่ไม่ลึกนัก

เกาะยาวน้อย & เกาะยาวใหญ่ คือสวรรค์ของการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ ทั้งสองเกาะตั้งอยู่กลางอ่าวพังงา ระหว่างภูเก็ตและกระบี่ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเงียบสงบ พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

เกาะยาวมีความน่าสนใจตรงที่เป็นชุมชนเก่าแก่ โดยเล่ากันว่าบรรพบุรุษส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานมาจาก เมืองตรัง และ สตูล ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ช่วงศึกถลาง) เพื่อหาที่หลบภัยและทำประมง ชาวเกาะส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมงเดิมที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย เน้นที่ ทำอาชีพประมงพื้นบ้าน สวนยางพารา และนาข้าวไฮไลท์คือการปั่นจักรยานชมนาข้าว บรรยากาศเงียบสงบ หาดทรายส่วนตัว และวิวอ่าวพังงาที่งดงามและชมวิวป่าเกาะในอ่าวพังงา ที่นี่ยังเป็นเกาะที่รณรงค์เรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเข้มแข็ง จนเคยได้รับรางวัลระดับโลกด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT)

การเดินทางจากภูเก็ต: ขึ้นเรือสปีดโบ๊ทได้ที่ ท่าเรือบางโรง หรือ ท่าเรือเจียรวานิช ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที และถ้ามาจากกระบี่ ขึ้นเรือได้ที่ ท่าเรือท่าเลน หรือ ท่าเรืออ่าวนาง (นพรัตน์ธารา) ใช้เวลาประมาณ 30-50 นาที ส่วนการเดินทางระหว่างเกาะมีเรือหางยาวรับส่งระหว่างเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ ใช้เวลาเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น

เกาะยาวใหญ่ (พื้นที่กว้างขวาง ธรรมชาติสมบูรณ์)แหลมหาด: แลนด์มาร์คอันดับหนึ่ง เป็นสันทรายสีขาวทอดยาวลงไปในทะเลคล้าย “ทะเลแหวก” (เป็นจุดถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection)  อ่าวโล๊ะปาเรด: ชายหาดที่สวยที่สุดของเกาะยาวใหญ่ ทรายขาวละเอียด น้ำใส และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม อ่าวสน: จุดพักผ่อนเงียบๆ ที่มีทิวสนร่มรื่น เหมาะกับการเดินเล่นรับลม

เกาะยาวน้อย (ศูนย์กลางความสะดวกและวิถีชุมชน)มีความสะดวกสบายมากกว่า จุดเด่นคือ “นาข้าวริมทะเล” ภาพหาดูยากที่มีนาข้าวเขียวขจีตั้งอยู่ติดกับชายหาดและป่าโกงกางและทางจักรยานรอบเกาะที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ชิคๆ และวิว “ป่าเกาะ” ที่มองเห็นหมู่เกาะในอ่าวพังงาเรียงรายกันอย่างสวยงาม แหลมไทรแหล่งรวมวิถีชีวิตชาวประมง มีกระชังปลาและร้านอาหารทะเลสดๆ ราคาเป็นกันเอง  ท่าเรือมาเนา จุดชมวิวป่าเกาะ (หมู่เกาะห้อง กระบี่) ที่เรียงตัวสวยงามอยู่ในทะเล และหาดป่าทรายหาดหลักของเกาะยาวน้อยที่มีร้านคาเฟ่เก๋ๆ และที่พักบูทีคตั้งอยู่มากมาย

นักท่องเที่ยวนิยมเช่ามอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวรอบเกาะ พายคายัคดูป่าชายเลน หรือเหมาเรือหางยาวไปเที่ยวเกาะใกล้เคียงอย่างเกาะห้องหรือเกาะผักเบี้ย

2. จังหวัดกระบี่ (แลนด์มาร์คระดับโลก)

2.1 หมู่เกาะพีพี (Phi Phi Islands)

“มรกตแห่งอันดามัน” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในฐานะจุดหมายปลายทางที่รวบรวมทั้งความสวยงามทางธรรมชาติและสีสันของการท่องเที่ยวไว้ด้วยกัน

ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ชื่อ “พีพี” สันนิษฐานว่ามาจากภาษามลายูคำว่า “ปิอาปิ” (Piapi) ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ “ต้นแสม” หรือ “ป่าโกงกาง” ที่เคยมีอยู่อย่างหนาแน่น ภายหลังเรียกเพี้ยนมาเป็น “ปีปี” และ “พีพี” ในที่สุด เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเลกลุ่มเล็กๆ จนกระทั่งเริ่มมีนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์เข้ามาในช่วงปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) จนในปี ค.ศ. 2000 ภาพยนตร์เรื่อง “The Beach” ที่นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้ใช้ “อ่าวมาหยา” เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก ทำให้หมู่เกาะพีพีกลายเป็น Dream Destination ของคนทั่วโลกตั้งแต่นั้นมา

เกาะพีพี ประกอบด้วย 2 เกาะหลักคือ พีพีดอน และพีพีเล โดยเกาะพีพีเล (Phi Phi Leh) – ความงามทางธรรมชาติที่ไร้คนอาศัย มีอ่าวมาหยา (Maya Bay): ชายหาดรูปพระจันทร์เสี้ยวที่โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูน น้ำทะเลสีมรกตและทรายขาวละเอียด (ปัจจุบันมีการจำกัดเวลาและจำนวนคนเข้าเพื่ออนุรักษ์ปะการังและฉลามครีบดำ) อ่าวปิเละ (Pileh Lagoon) สระว่ายน้ำธรรมชาติกลางทะเล (Lagoon) ที่มีน้ำใสราวกระจกและโอบล้อมด้วยผาหินสูงชัน เป็นจุดพายเรือคายัคและถ่ายรูปที่สวยที่สุด ถ้ำไวกิ้ง (Viking Cave) ถ้ำที่มีภาพเขียนสีเรือสำเภาโบราณ และเป็นสถานที่สัมปทานรังนกนางแอ่น (ชมได้เฉพาะจากบนเรือ

ส่วนเกาะพีพีดอน (Phi Phi Don) เรียกได้ว่าเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยว มีจุดชมวิวพีพี (Phi Phi Viewpoint): จุดเช็คอินที่ต้องเดินเท้าขึ้นไปเพื่อชมภาพ “อ่าวคู่” (อ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัม) ที่โค้งเข้าหากันจนเกือบเกยกัน เป็นภาพที่สวยงามระดับโลก อ่าวต้นไทร ท่าเรือหลักที่มีร้านค้า ร้านอาหาร และที่พักมากมาย  อ่าวลิง (Monkey Beach) หาดทรายที่มีฝูงลิงป่าลงมาทักทายนักท่องเที่ยว (ต้องระวังของมีค่าด้วย) และมีเกาะไม้ไผ่ (Bamboo Island) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะพีพีดอน เป็นเกาะที่มีหาดทรายกว้างขวางและน้ำใสมาก เหมาะสำหรับการพักผ่อนและดำน้ำตื้นชมปะการังเขากวาง

การเดินทางจากภูเก็ต ขึ้นเรือที่ท่าเรือรัษฎา หรืออ่าวฉลอง มีทั้งเรือเฟอร์รี่ (2 ชม.) และ Speedboat (45 นาที) จากกระบี่ ขึ้นเรือที่ท่าเรือคลองจิหลาด หรืออ่าวนาง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 1.5 ชม. หมู่เกาะแห่งนี้เหมาะทั้งการ One Day Trip และการพักค้างคืนเพื่อสัมผัสบรรยากาศยามเช้าที่เงียบสงบก่อนนักท่องเที่ยวจะหนาตา

2.2 ทะเลแหวก (Thale Waek)

หนึ่งใน Unseen Thailand ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์เมื่อระดับน้ำลดต่ำลง จะเผยให้เห็นสันทรายสีขาวสะอาดตาเชื่อมต่อกันระหว่าง 3 เกาะ คือ เกาะไก่ เกาะหม้อ และเกาะทับ จนดูเหมือนเราสามารถเดินข้ามทะเลได้ จุดเด่นคือสีของน้ำทะเลที่ใสจนเห็นฝูงปลาและทรายที่เนียนละเอียด เหมาะกับการเดินเล่นถ่ายภาพ และเล่นน้ำในบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา

โดยเฉพาะเกาะไก่ (Koh Kai): เป็นเกาะที่มีชะง่อนผาหินปูนรูปร่างแปลกตาคล้าย “หัวไก่” หรือ “คอไก่” นิยมถ่ายรูปจากบนเรือเป็นที่ระลึก และบริเวณรอบๆ ยังเป็นจุดดำน้ำตื้นที่มีฝูงปลาเสือมากมาย 

เกาะทับ และ เกาะหม้อ: เป็นเกาะขนาดเล็กที่มีหาดทรายขาวสะอาด เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน ถ่ายรูป หรือเล่นน้ำริมชายหาดในช่วงที่น้ำลดนักท่องเที่ยวนิยมเหมาเรือหางยาวหรือนั่ง Speedboat จากอ่าวนางหรือหาดนพรัตน์ธารา ใช้เวลาเพียง 20-30 นาที

ข้อแนะนำเพื่อให้เห็นสันทรายที่สวยที่สุด ควรเช็คตารางน้ำขึ้น-น้ำลงในแต่ละวัน ช่วงฤดูกาล: เดือน พฤศจิกายน – พฤษภาคม (หน้าแล้ง) จะเห็นสันทรายได้ชัดเจนและน้ำใสที่สุด ช่วงเวลาในแต่ละวัน: มักจะเป็นช่วงที่น้ำลดต่ำสุดในแต่ละวัน (ประมาณ 5 ค่ำ ถึง 13 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม) แนะนำให้ตรวจสอบกับคนขับเรือหรือบริษัททัวร์ล่วงหน้า เพราะเวลาที่ทะเลจะ “แหวก” ในแต่ละวันจะขยับไปเรื่อยๆ ตามข้างขึ้นข้างแรม

2.3 หาดไร่เลย์ (Railay Beach)

เป็นสวรรค์ของนักปีนผาระดับโลกและผู้รักความสงบ แม้จะตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่แต่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนสูงชัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ได้ สามารถเข้าถึงได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น โดยนั่งเรือหางยาวจากอ่าวนางหรือท่าเรือน้ำเมา ใช้เวลาเพียง 15 นาที

ชื่อ “ไร่เลย์” เพี้ยนมาจากคำว่า “ไร่เล” ในภาษาใต้ ซึ่งหมายถึง “ไร่ที่อยู่ริมทะเล” ในอดีตบริเวณนี้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ไม่กี่หลังคาเรือนที่ทำไร่และหาปลา ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2523 (คริสต์ทศวรรษ 1980) กลุ่มนักท่องเที่ยวแบกเป้ (Backpackers) และเหล่านักปีนผาได้เริ่มเข้ามาบุกเบิก จนทำให้ไร่เลย์กลายเป็นสวรรค์ของนักปีนผาทั่วโลก เนื่องจากมีหน้าผาหินปูนที่สวยงามและมีความท้าทายหลายระดับ

ไฮไลต์แบ่งเป็น 2 ฝั่งหลัก คือ หาดไร่เลย์ตะวันตก (Railay West) ที่มีหาดทรายขาวละเอียด กว้างขวาง และน้ำใส เหมาะสำหรับการเล่นน้ำและอาบแดด มีจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะ และเป็นที่ตั้งของ Walking Street ที่มีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย

หาดไร่เลย์ตะวันออก (Railay East) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน ไม่เหมาะกับการเล่นน้ำ แต่เป็นจุดจอดเรือหลักที่มาจากท่าเรืออ่าวน้ำเมา เป็นแหล่งกิจกรรมปีนหน้าผาอันเลื่องชื่อ มีเส้นทางให้เลือกกว่า 600 เส้นทาง และการพายคายัคชมวิวหน้าผาหินปูนรอบคาบสมุทร นอกจากนี้ยังมี หาดถ้ำพระนาง (Phra Nang Cave Beach) ชายหาดที่สวยติดอันดับโลก มีเม็ดทรายขาวละเอียดและวิวน้ำทะเลสีมรกต “ถ้ำพระนาง” ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวประมงให้ความเคารพ ภายในถ้ำเต็มไปด้วยปลัดขิกไม้ที่ผู้คนนำมาแก้บนตามความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์

จุดชมวิวไร่เลย์ (East Railay Viewpoint) ทางขึ้นค่อนข้างชันและต้องใช้การปีนป่ายเล็กน้อย (มีเชือกให้จับ) แต่เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนจะมองเห็นวิวเวิ้งอ่าวของไร่เลย์ตะวันออกและตะวันตกที่โค้งเข้าหากันได้อย่างสวยงาม

ลากูนลับ (Princess Lagoon)ทะเลสาบน้ำเค็มที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ทางไปค่อนข้างลำบากต้องปีนข้ามหน้าผาจากจุดชมวิว น้ำทะเลที่นี่ใสสะอาดตัดกับหน้าผาสีน้ำตาลเข้ม ให้บรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์และลึกลับน่าค้นหา จุดเช็คอินและที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ถ้ำพระนางใน หรือ ถ้ำเพชร (Diamond Cave):ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของไร่เลย์ตะวันออกภายในมีหินงอกหินย้อยที่ส่งประกายระยิบระยับเหมือนเพชรเมื่อกระทบแสงไฟ มีทางเดินไม้สะดวกแก่การเข้าชม

อ่าวต้นไทร (Tonsai Bay) อยู่ถัดจากไร่เลย์ตะวันตกไปเพียงเล็กน้อย (เดินข้ามเขาหรือนั่งเรือ) เป็นจุดรวมตัวของนักปีนผามืออาชีพ เนื่องจากมีหน้าผาที่ชันและท้าทายกว่าจุดอื่นๆ บรรยากาศจะเงียบสงบและมีความเป็นกันเองสูง

คำแนะนำ: หากคุณต้องการไปเที่ยวชมสถานที่เหล่านี้ แนะนำให้นั่งเรือหางยาวจาก อ่าวนาง (มาลงฝั่งตะวันตก) หรือ ท่าเรืออ่าวน้ำเมา (มาลงฝั่งตะวันออก) ใช้เวลาเดินทางเพียง 10-15 นาที

3. จังหวัดสตูล (มัลดีฟส์เมืองไทย)

3.1 เกาะหลีเป๊ะ (Koh Lipe)

ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตาจังหวัดสตูล ได้รับฉายาว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย” ด้วยน้ำทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสราวกระจกและหาดทรายขาวละเอียด คำว่า “หลีเป๊ะ” มาจากภาษาชาวเล (อุรักลาโว้ย) หมายถึง “เกาะที่ราบเรียบ” ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเลกลุ่มแรกที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน โดยปัจจุบันยังคงมีการสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นอย่าง “พิธีลอยเรือ” เพื่อสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อดั้งเดิม

คำว่า “หลีเป๊ะ” เพี้ยนมาจากภาษามลายูคำว่า “นิปิส” (Nipis) ซึ่งแปลว่า “แผ่นกระดาษ” ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเกาะที่ค่อนข้างราบเรียบและไม่มีภูเขาสูง เกาะนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานโดยเริ่มจาก ชาวเลเผ่าอุรักลาโว้ย ซึ่งนำโดย “ปู่โต๊ะฮีรี” ที่อพยพมาจากอินโดนีเซียเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ท่านได้เลือกตั้งรกรากที่นี่เพราะพบว่าเกาะหลีเป๊ะมีแหล่งน้ำจืดที่ขุดหาได้ง่าย ในอดีตช่วงยุคล่าอาณานิคม เกาะหลีเป๊ะเป็นข้อพิพาทระหว่างสยามและอังกฤษ แต่ด้วยหลักฐานการอยู่อาศัยของชาวเลและการปลูกต้นมะพร้าวตามคำสั่งเจ้าเมืองสตูลในสมัยนั้น ทำให้เกาะนี้ตกเป็นของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

จุดท่องเที่ยวและเช็กอินยอดฮิต 3 หาดบนเกาะหลีเป๊ะไม่ว่าจะเป็นหาดพัทยา (Pattaya Beach) เป็นหาดที่คึกคักที่สุด เป็นจุดรับ-ส่งผู้โดยสาร และเป็นศูนย์รวมของที่พัก ร้านอาหาร และบาร์ริมทะเล หาดซันไรส์ (Sunrise Beach) ฝั่งตะวันออกของเกาะ เหมาะสำหรับการชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า น้ำทะเลใสมากและบรรยากาศเงียบสงบกว่าหาดพัทยา หาดซันเซ็ท (Sunset Beach) ฝั่งตะวันตก เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะ บรรยากาศโรแมนติกและมีความเป็นส่วนตัวสูง สำหรับสายชอปปิ้งถนนคนเดินเกาะหลีเป๊ะ (Walking Street) ก็เรียกได้ว่าเป็น จุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาดในยามค่ำคืน เชื่อมระหว่างหาดพัทยาและหาดซันไรส์ เต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลสดๆ ร้านขายของที่ระลึก และคาเฟ่เก๋ๆ ส่วนคนที่ชอบดำน้ำ มีจุดดำน้ำและเกาะรอบๆ สำหรับทริปดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เกาะหินงาม: โดดเด่นด้วยหาดหินสีดำกลมมนมันวาวทั้งเกาะ (ห้ามนำหินกลับเด็ดขาดตามความเชื่อเรื่องคำสาปเจ้าพ่อตะรุเตา) ร่องน้ำจาบัง: จุดดำน้ำตื้นที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่อง “ปะการังเจ็ดสี” และปะการังอ่อนที่สวยงาม เกาะหินซ้อน: ก้อนหินขนาดใหญ่สองก้อนที่วางซ้อนกันได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยธรรมชาติ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมและเกาะไข่ สัญลักษณ์ของจังหวัดสตูลที่มี “ซุ้มประตูหิน” ธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าคู่รักที่เดินลอดซุ้มประตูนี้จะได้แต่งงานกัน

4. จังหวัดตรัง (สงบและเป็นส่วนตัว)

4.1 เกาะกระดาน (Koh kradan)

ตั้งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ปราศจากความวุ่นวายของชุมชนขนาดใหญ่หรือถนนหนทางเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็น “ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก” (Top 100 Beaches on Earth) โดยเว็บไซต์ World Beach Guide ติดต่อกันหลายปี (2023-2025) ด้วยเอกลักษณ์ของน้ำทะเลที่ใสจนเห็นริ้วทรายและฝูงปลา รวมถึงหาดทรายที่ขาวละเอียดเหมือนแป้ง ที่มาชองชื่อ “เกาะกระดาน” มีตำนานเล่าขานเชื่อมโยงกับนิทานพื้นบ้านเรื่อง “นายลิบงกับนางมุก” เกี่ยวกับการค้าขายเรือสำเภาในสมัยโบราณ นอกจากนี้ลักษณะทางกายภาพของเกาะที่มีพื้นที่ราบเรียบยาวขนานไปกับทะเลในบางส่วน จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกนี้ เกาะแห่งนี้เคยเป็นสถานที่จัดงาน “วิวาห์ใต้สมุทร” ที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากน้ำทะเลที่ใสสะอาดและมีแนวปะการังน้ำตื้นที่สวยงาม เหมาะแก่การทำกิจกรรมพิเศษใต้ท้องทะเล

หากคุณเดินทางไปเกาะกระดาน นี่คือจุดที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ หาดหน้าเกาะ (Main Beach): เป็นจุดเช็คอินหลักยาวประมาณ 2 กิโลเมตร น้ำทะเลที่นี่ใสเป็นสีมรกตและตื้นมากจนสามารถเดินลงไปดูปะการังเขากวางและฝูงปลาหลากสีสันได้จากหน้าหาด โดยมีฉากหลังเป็นเกาะมุกและเกาะเชือกที่สวยงาม

อ่าวช่องลม (Chong Lom Bay): ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินเท้าข้ามเขาไปเพื่อ ชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง จุดนี้มีโขดหินสีน้ำตาลตัดกับน้ำทะเล เหมาะแก่การถ่ายภาพสไตล์ธรรมชาติ

อ่าวเนียง (Ao Niang): อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ มีชายหาดยาวประมาณ 800 เมตร จุดเด่นคือความเงียบสงบและเป็นจุดดำน้ำตื้น (Snorkeling) ที่อุดมสมบูรณ์ มีแนวปะการังทอดยาวตลอดชายหาด

จุดชมวิวเขาเป๊ะ สำหรับสายผจญภัยที่ชอบการเดินป่าระยะสั้น บนยอดเขาเป๊ะจะสามารถมองเห็นวิวพาโนรามาของเกาะกระดานและท้องทะเลตรังได้แบบ 360 องศา

อ่าวไผ่ หาดทรายขนาดเล็กสั้นๆ ประมาณ 200 เมตร เป็นจุดที่เงียบสงบที่สุด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและพักผ่อนกับเสียงคลื่นอย่างแท้จริง

การเดินทาง สามารถขึ้นเรือได้จาก ท่าเรือปากเมง หรือ ท่าเรือควนตุงกู จังหวัดตรัง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที – 1.5 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับประเภทของเรือ)

4.2 เกาะมุก (ถ้ำมรกต)

เกาะมุก เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของทะเลตรัง มีเสน่ห์ด้วยวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านและธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยมีไฮไลต์ระดับโลกคือ ถ้ำมรกต อัญมณีเม็ดงามแห่งอันดามัน

ชื่อ “เกาะมุก” มาจากความเชื่อเรื่องความล้ำค่าของเกาะเปรียบเสมือนไข่มุกกลางทะเล ในอดีตถ้ำมรกตเคยเป็นที่ซ่อนสมบัติของโจรสลัด เพราะทางเข้าที่ลึกลับและเข้าถึงได้เฉพาะช่วงน้ำลดเท่านั้น ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเป็นจุดหมายสำคัญในโปรแกรมดำน้ำ One Day Trip ของจังหวัดตรัง

จุดน่าสนใจอย่างถ้ำมรกตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ มีตำนานเล่ากันว่าในสมัยอดีต ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่หลบซ่อนตัวของเหล่าโจรสลัดเพื่อใช้เก็บซ่อนสมบัติที่ปล้นมาได้ เนื่องจากทางเข้าถ้ำเป็นโพรงเล็กๆ ที่สังเกตได้ยากจากภายนอก และต้องรอช่วงน้ำลดเท่านั้นถึงจะลอยคอฝ่าความมืดเข้าไปในโพรงถ้ำประมาณ 80 เมตร ก่อนจะพบกับโถงถ้ำเปิดโล่งที่มีหาดทรายขาวล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน และน้ำทะเลสีเขียวมรกตใส 

สะพานเกาะมุกและหมู่บ้านชาวประมง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ เป็นจุดที่คุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมที่ประกอบอาชีพประมงและสวนยางพารา สามารถเดินเล่นหรือปั่นจักรยานเที่ยวชมหมู่บ้านที่ไม่มีร้านสะดวกซื้อชื่อดัง (No 7-11) ทำให้ได้บรรยากาศย้อนยุคที่เงียบสงบ

หาดศิวาลัย (หาดหัวแหลม): เป็นแหลมทรายสีขาวละเอียดที่ยื่นยาวออกไปในทะเล มีลักษณะเป็นจะงอยทรายสวยงาม น้ำทะเลใสและนิ่งสงบ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดจุดหนึ่งบนเกาะ

หาดฝรั่ง (Charlie Beach): ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เป็นจุดศูนย์กลางของที่พักและร้านอาหาร จุดเด่นคือเป็นสถานที่ชม พระอาทิตย์ตกดิน ที่สวยงามมาก และยังมีกิจกรรมพายเรือคายัคจากจุดนี้ไปยังถ้ำมรกตได้อีกด้วย

อ่าวนางเงือก (Sapphire Beach): มุมลับที่เงียบสงบทางตอนใต้ของเกาะ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย มีโขดหินและทรายสีนวลตัดกับน้ำทะเลสีคราม

5. จังหวัดระนอง (เสน่ห์อันดามันตอนบน)

5.1 เกาะพยาม

มีฉายาว่า “มัลดีฟส์ระนอง” ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศที่เรียบง่าย เงียบสงบ ไม่มีรถยนต์บนเกาะ และคงความเป็นธรรมชาติสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างโบสถ์กลางน้ำ

คำว่า “พยาม” มีที่มาของชื่อที่เล่าสืบต่อกันมา 3 รูปแบบหลักๆ คือ เพี้ยนมาจากคำว่า “พอยาม” ในสมัยก่อนการล่องเรือจากฝั่งระนองไปเกาะต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งตรงกับเวลา “หนึ่งยาม” พอดี  มาจากคำว่า “พยายาม”: เนื่องจากการเดินทางในอดีตยากลำบากมาก มีเรือเพียงวันละเที่ยวและต้องอาศัยโชคชะตาในการเดินทางกลับ ผู้ที่จะไปจึงต้องใช้ความพยายามอย่างสูง  อีกที่มาเล่าว่าตั้งโดยเจ้าเมืองระนอง พระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) เป็นผู้ตั้งชื่อให้เมื่อครั้งมาสำรวจเกาะ ในอดีตเกาะนี้เป็นแหล่งปลูกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ (กาหยู) ที่ขึ้นชื่อ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะมาถึงปัจจุบัน ปัจจุบันชาวบ้านยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

เดิมทีเกาะพยามเป็นที่อยู่อาศัยของ ชาวมอแกน (ยิปซีทะเล) ที่ทำอาชีพประมง ต่อมาเริ่มมีชาวบ้านจากเกาะสมุยอพยพมาตั้งรกรากและทำสวน “กาหยู” (มะม่วงหิมพานต์) ซึ่งกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของเกาะจนถึงปัจจุบัน

จุดน่าสนใจและกิจกรรม ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวรอบเกาะ: ถนนบนเกาะเป็นเลนขนาดเล็ก รถยนต์เข้าไม่ได้ การขี่มอเตอร์ไซค์จึงเป็นวิธีที่สนุกที่สุด ไปเที่ยวชมวัดเกาะพยาม (โบสถ์กลางทะเล) เป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวจะมองเห็นเมื่อเรือใกล้ถึงท่าเรืออ่าวแม่หม้าย มีอุโบสถตั้งอยู่บนโขดหินกลางน้ำ เชื่อมด้วยสะพานไม้ บนหลังคาประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลาหันหน้าออกสู่ทะเล เป็นจุดถ่ายรูปที่สวยงามและเป็นสิริมงคล

หรือไปชมหินทะลุ อ่าวเขาควายแลนด์มาร์คสำคัญของเกาะพยาม เป็นโขดหินขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนกลายเป็นช่องโพรงคล้ายซุ้มประตูธรรมชาติ นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปลอดช่องหินในช่วงน้ำลด และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง

อ่าวใหญ่ หาดทรายที่มีความยาวที่สุดของเกาะ (ประมาณ 4 กิโลเมตร) เม็ดทรายที่นี่มีความพิเศษคือเป็น “ทรายสองสี” (เทาผสมเหลือง) ยามน้ำลดจะเห็นเป็นริ้วคลื่นสวยงาม อ่าวนี้คลื่นค่อนข้างแรง จึงเป็นที่นิยมสำหรับเหล่านักเซิร์ฟ (Surfing) ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

และห้ามพลาดเที่ยวชม หมู่บ้านชาวมอแกน สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของยิปซีทะเลที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมการเป็นอยู่แบบเรียบง่าย การทำประมงพื้นบ้าน และการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากธรรมชาติ