Banff : Beautiful Nature อุทยานแห่งชาติแบมฟ์
ประเทศแคนาดาจะมีทั้งหมด 4 ฤดูกาลคือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ถือเป็นฤดูท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากอากาศที่เริ่มอบอุ่นมากขึ้น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 17-25 องศาเซลเซียส ต่อด้วยฤดูใบไม้ร่วงอยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีของยุโรปไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ยิ่งที่แคนาดาด้วยแล้ว สำหรับช่วงปลายปีระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เนื่องจากแคนาดามีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของโลกติดกับเขตอาร์คติก ส่งผลให้ในช่วงฤดูหนาวที่ประเทศแคนาดาจะมีสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นจนติดลบเลยทีเดียว และช่วงมีนาคมถึงมิถุนายนที่มีช่วงเวลาวันหยุดยาวของไทย ก็เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของแคนาดา แม้ว่าจะมีฝนตกชุก แต่อากาศกำลังดีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10 องศา

เมืองน่าเที่ยวในแคนาดาที่ได้รับความนิยมมีทั้งฝั่งตะวันตก เช่น แวนคูเวอร์, วิกตอเรีย และฝั่งตะวันออก เช่น โตรอนโต, มอนทรีออล, ควิเบก ซิตี้ และไฮไลท์ธรรมชาติสำคัญอย่าง น้ำตกไนแอการา นอกจากนี้ยังมีอุทยานแห่งชาติที่สวยงามอย่าง อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff) ที่ถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง อย่างตอนนี้ที่กำลังอินเลยคือซีรี่ส์เกาหลี Can This Love Be Translated?

การเดินทางของเราเริ่มต้นจากการบินมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติแวนคูเวอร์ (YVR) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองริชมอนด์ ใกล้แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา จากกรุงเทพฯ ไม่มีเที่ยวบินที่บินตรง คุณสามารถเลือกสายการบินแบบแวะ 1 จุด ได้ตามสะดวก อาจจะแวะพักเที่ยวแวนคูเวอร์สักหน่อยก่อนจะเดินทางไปยังเมืองคาลการี (Calgary) เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เทือกเขาร็อกกี้และเมืองแบมฟ์ ปลายทางของเราซึ่งสามารถใช้บริการเที่ยวบินภายในประเทศ นั่งรถโดยสารเกรย์ฮาวน์ หรือเช่ารถขับมาจากแวนคูเวอร์ก็ย่อมได้
เมืองคาลการี (Calgary)
เมืองคาลการี (Calgary) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเทือกเขาร็อกกี้ กับทุ่งหญ้า Canadian prairies เดิมชื่อฟอร์ท บริสบัวส์ (Fort Brisbois) แต่ถูกเปลี่ยนเป็น คาลการี เมืองล้อมรอบด้วยภูเขาและเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตร เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ที่ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มและเหลืองตามสวนสาธารณะและถนนสายต่าง ๆ คุณสามารถเยี่ยมชมสถานที่น่าสนใจของคาลการีได้อย่างสะดวก เพราะเมืองที่วางผังไว้อย่างดีนี้มีลักษณะเป็นตาราง และมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น
หอคอยเมืองคาลการี (Calgary Tower)

หอคอยแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองสูง 190.8 เมตร (626 ฟุต) สร้างเสร็จปี 1968 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีแคนาดา ชั้นล่างของทาวเวอร์เป็นที่ตั้งของศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยวคาลการีในช่วงโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1988 ตึกนี้เป็นที่ตั้งคบไฟโอลิมปิก โดยมีหม้อต้มแก๊สขนาดยักษ์อยู่บนยอดตึกเพื่อจุดให้ท้องฟ้าสว่างไสว
ร้านอาหาร Sky 360 หมุนรอบตัวเองบนความสูง 155 เมตร โดยในช่วงอาหารกลางวันจะใช้เวลา 45 นาทีในการหมุนครบรอบ และสำหรับช่วงอาหารเย็นจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ทำให้แขกที่รับประทานอาหารได้เห็นทิวทัศน์ในมุมต่างๆ ทั่วทั้งเมือง ถ้ามาในวันที่อากาศดี จะเห็นไปถึงเทือกเขาร็อกกี้เลยนะ! ไฮไลต์คือพื้นกระจกที่ยืนแล้วใจสั่นเบา ๆ เหมาะกับสายชอบความตื่นเต้นแบบพอประมาณ
หมู่บ้านประวัติศาสตร์ (Heritage Park Historical Village)
หมู่บ้านจำลองยุคศตวรรษที่ 19 ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของเมือง นำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ มีนิทรรศการกว่า 200 รายการ รวมถึงการจัดแสดงชีวิตในยุคก่อนสร้างทางรถไฟ บนพื้นที่สวนสาธารณะ 127 เอเคอร์ ริมฝั่งอ่างเก็บน้ำเกล็นมอร์ (Glenmore Reservoir) มีทั้งรถไฟไอน้ำ รถม้า และบ้านเรือนโบราณที่ยังมีชีวิต มีการแสดงโชว์ ให้ฟีลเหมือนย้อนกลับไปในยุคบุกเบิกจริง

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เกาหลี Can This Love Be Translated? ฉากที่อยู่ตรงทางข้ามรถไฟในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่จำลองเมืองยุคเก่า นอกจากนั้นบริเวณริมอ่างเก็บน้ำเกล็นมอร์ ก็เป็นฉากที่พระเอกถือลูกโป่ง ถ่ายทำริมน้ำอ่างเก็บน้ำที่นี่อีกด้วย
สวนสาธารณะพริ้นซ์ไอส์แลนด์ (Prince’s Island Park)

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำโบว์ (Bow River) เชื่อมต่อกับฝั่งด้วยสะพาน.เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการพักผ่อน เดินเล่น และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่นี่มีทางเดินเล่นเลียบแม่น้ำ เหมาะสำหรับปิกนิก วิ่ง หรือแค่มานั่งชมพระอาทิตย์ตก และเป็นสถานที่จัดกิจกรรม เทศกาลต่างๆ ตลอดปี เช่น Shakespeare by the Bow และ Luminaria ในช่วงฤดูหนาว
Studio Bell – Home of the National Music Centre

พิพิธภัณฑ์ดนตรีสุดล้ำที่คนรักเสียงเพลงห้ามพลาด เรียนรู้ประวัติดนตรีของแคนาดาผ่านคอลเลกชันเครื่องดนตรีหายาก สนุกไปกับเครื่องดนตรีแบบอินเตอร์แอคทีฟ และร้องเพลงไปพร้อมกันในห้องบันทึกเสียง และโอกาสลองเล่นเครื่องดนตรีจริง ๆ อย่าลืมแอบมองเข้าไปในหน้าต่างของอาคารที่มุมตะวันตกของถนน 9th Ave และ 4th St SE เพื่อชมสตูดิโอบันทึกเสียงเคลื่อนที่ของวงโรลลิงสโตนส์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอาคารหลังนี้
Stephen Avenue Walk

เป็นหนึ่งในถนนที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในอเมริกาเหนือ ไม่เพียงแต่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ ยังเป็นถนนสายช้อปปิ้งที่คึกคักที่สุดของเมือง เต็มไปด้วยตึกสไตล์วิกตอเรียนสร้างขึ้นในช่วง 50 ปี ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มากถึง 9 แห่ง ที่เชื่อมต่อกัน รวมถึงร้านบูติกหรู แกลเลอรี่ ร้านอาหาร ศูนย์ศิลปะการแสดงซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของเมือง และบาร์ที่ดีที่สุดของแคลการี เปิดตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 18.00 น. (ขึ้นกับแต่ละร้าน)
เมืองแบมฟ์ (Banff)
แบมฟ์ (Banff) เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ในรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) เมืองที่มีผู้อยู่อาศัยรวมกันเป็นชุมชนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1880 มีการก่อสร้างทางรถไฟข้ามทวีปผ่านมา โดยบริษัท Canadian Pacific Railway โดยสร้างทางรถไฟผ่านหุบเขา Bow มา เมืองนี้จึงถูกเรียกว่า Banff ซึ่งมาจากคำว่า Banffshire ในสก็อตแลนด์ ตามชื่อบ้านเกิดของ George Stephen ประธานของบริษัทแคเนเดี้ยนแปซิคเรียลเวย์ขณะนั้น

เมื่อเวลาผ่านไปทางรัฐบาลจึงเข้ามาช่วยเหลือและซื้อธุรกิจไปและผลักดันให้ แบมฟ์เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของแคนาดา โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ความสูงป็นอันดับ 2 ของแคนาดา คือสูง 1,463 เมตร (4,800 ฟุต) รองลงมาจาก Lake Louiseและอยู่ในเทีอกเขาแคเนเดียนร็อกกี้ (Canadian Rockies) เป็นส่วนหนึ่งของเขตการปกครองของเมืองใหญ่อย่างแคลการี (Calgary) ไปทางตะวันตกประมาณ 126 กิโลเมตร ส่วนมากจากแคลการีนิยมเช่ารถขับมากันเอง หรือใช้รถบัสมา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) เป็นอุทยานที่เก่าแก่ที่สุดของแคนาดา ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 1885 ครอบคลุมพื้นที่เทือกเขาร็อกกีตอนใต้ (Rocky Mountain) ห่างจากเมือง Calgary ไปทางตะวันตกราว 110 – 180 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 4,134,000 ไร่

อุทยานเต็มไปด้วยทะเลสาบสีฟ้าใส น้ำตกสูง และธารน้ำแข็งหลายแห่ง (glaciers) ทุ่งน้ำแข็ง (Ice Field) ที่ยังคงอยู่ ภูมิประเทศและระบบนิเวศหลากหลาย ทำให้ที่นี่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยมีเมืองแบมฟ์และทะเลสาบลูอิส (Lake Louise) เป็นศูนย์กลางกิจกรรมท่องเที่ยวและการพักผ่อนที่สำคัญ ภายในพื้นที่ยังคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวดเพื่อคงความงดงามของผืนป่าและสัตว์ป่า

เมืองแบมฟ์ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งที่สามารถทำได้ตลอดทั้งปีทั้งช่วงหน้าร้อนและหน้าหนาว ไม่ว่าจะเป็น เดินเขา ปีนเขา ขี่จักรยาน หรือเล่นสกี เพราะว่ามีวิวที่สวยงาม มีทะเลสาบ มีสกีรีสอร์ทสุดสวยหลายแห่งให้บริการ มีทางเดินเลียบแม่น้ำโบว์ ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ที่ไหลผ่านเมืองเริ่มตั้งแต่ในเมืองไปจนถึงในป่า

มาถึงแบมฟ์แล้วต้องไม่พลาดที่จะขึ้นกระเช้า Banff Gondola อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบโบว์มากนัก มีป้ายบอกตลอด เราขึ้นกระเช้า ไปชมวิวยอดเขาซัลเฟอร์ (Sulphur Mountain) แห่งเทือกเขาแคนาเดียนร็อกกี (Canadian Rockies) กัน ซึ่งภูเขานี้คือจุดเริ่มต้นของแบมฟ์ ด้านบนเขาวิวสวยงามมาก คุณจะเห็นวิว 360 องศา ของแนวป่าสนอันอุดมสมบูรณ์แห่งเทือกเขาที่โอบล้อมเขตเมืองไว้ทั้งหมด

หากมาช่วงหน้าหนาวหรือต้นฤดูใบไม้ผลิเราจะได้ส่วนลดค่าตั๋วขึ้นด้วยถ้าขึ้นหลัก 16.30 น. นอกจากนั้นด้านบนจะมีทางเดินไปที่ยอด Sanson Peak ซึ่งสูงถึง 2,250 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเลยทีเดียว ยอดนี้ตั้งชื่อตาม Norman Bethune Sanson ที่เดินขึ้นยอดเขานี้ 30 ปีเพื่อมาบันทึกสภาพอากาศและศึกษาเกี่ยวกับรังสีคอสมิกที่นี่

ใกล้ๆตัวเมืองมีทางเดินป่า ชื่อ Fenland trial เป็นทางเดินแบบวงกลม ทางผ่านไปยังทะเลสาบเวอร์มิเลียน (Vermilion Lakes) ทะเลสาบขนาดใหญ่ใกล้ ๆ ตัวเมืองอีกด้วย ทะเลาสาบนี้ประกอบไปด้วย 3 ทะเลสาบย่อย เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่มองเห็นวิวภูเขาไอคอนอย่าง Mount Rundle กับ Sulphur Mountain นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบทูแจ็ค (Two Jack Lake) เป็นอีกหนึ่งทะเลสาบที่สวยงาม มีภาพสะท้อนอันงดงามของภูเขารันเดิล (Mount Rundle) ใกล้กับเมืองแบนฟ์ ใช้เวลาขับรถประมาณ 15 นาทีจากใจกลางเมือง ทะเลสาบนี้เป็นพื้นที่สันทนาการของชาวเมืองที่บรรยากาศช่วงเย็นคึกคักด้วยผู้คนที่มาพักผ่อน

นอกจากนี้สำหรับใครที่ไม่ชอบเทรคกิ้ง สามารถไปพักผ่อนแบบผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำแร่ ได้ที่น้ำพุร้อนแบมฟ์อัปเปอร์ (Banff Upper Hot Springs) ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1883 แช่น้ำพุร้อนกลางแจ้งพร้อมกับชมวิวภูเขา
ทะเลสาบมินนีวองก้า (Lake Minnewanka)
ทะเลสาบมินนีวองก้า (Lake Minnewanka) เป็นทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ จากทะเลสาบทูแจ็ค เพียงขับรถเข้ามาอีก 5 นาทีชื่อของมันในภาษาชนเผ่าพื้นเมืองแคนาดามีความหมายว่าสายน้ำแห่งจิตวิญญาณ (water of spirits) ทะเลสาบมีรูปร่างยาว ๆ แคบ ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนฟยอร์ดมากกว่าจะเป็นทะเลสาบ ซึ่งน้ำของทะเลสาบแห่งนี้ก็ไหลมาจากธารน้ำแข็งบนภูเขาที่ล้อมรอบทะเลสาบอยู่ ทิวทัศน์ภูเขาโดยรอบเป็นป่าสนเสียส่วนใหญ่ ซี่งบางส่วนก็เปลี่ยนสีตามฤดูกาล

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยอันงดงาม มีกิจกรรมมากมาย เช่น การล่องเรือชมธรรมชาติ (Lake Cruise) ซึ่งจะมีไกด์มาบรรยายถึงประวัติของมินีวองก้า, การตกปลาเทราต์ (Lake Trout), การเดินป่า, และในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัดยังสามารถเล่นสเก็ตน้ำแข็งบนผิวน้ำที่แข็งตัวได้ หากมาแต่ละช่วงเวลาก็จะต่างอารมณ์กัน ฉากหลังที่เป็นภูเขาสูงใหญ่กลายเป็นสีน้ำเงินสลับกับสีขาวดำ ทำให้ทะเลสาบดูสงบนิ่ง เย็นตา และมีมนต์ขลังอย่างประหลาด สมกับชื่อมินนีวองก้า
ทะเลสาบลูอิส (Lake Louise) หรือบางคนก็เรียกทะเลสาบหลุยส์
ทะเลสาบแสนสวยภายในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องน้ำใสราวกับอัญมณีสีมรกต เขียวอมฟ้าที่เกิดจากธารน้ำแข็งซึ่งรายล้อมไปด้วยยอดเขาสูง มองเห็นปราสาทอันสง่างาม และมีธารน้ำแข็งวิกตอเรียเป็นฉากหลัง ได้ชื่อว่าเป็นอุทยานธารน้ำแข็งขนาดใหญ่อันดับหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ บนพื้นที่มากกว่า 6,641 ตารางกิโลเมตร ทะเลสาบที่มีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตร มีความลึกสูงสุด 90 เมตร ล้อมรอบไปด้วยแนวของเทือกเขาร็อคกี้ เมาท์เทน (Rocky Mountains) สูงกว่าระดับน้ำทะเล ราว 1,730 เมตร จะมีลักษณะสำคัญ คือ ผืนน้ำที่เป็นสีฟ้ามรกต หรือสีเทอร์ควอยซ์ใสสะอาด

ทะเลสาบหลุยส์ เดิมชื่อ ทะเลสาบสีมรกต เรียกตามความสวยงามที่เห็น ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น เลค หลุยส์ เพื่อถวายเป็นพระเกียรติแก่เจ้าหญิง Louis Duchess of Argyll ซึ่งเป็นพระราชธิดาลำดับที่สี่ของ Queen Victoria ในปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศแคนาดาที่มีชื่อเสียงดังไกลระดับโลกเลยทีเดียว

จากกลางทะเลสาบ ถ้าเราพายเรือแคนู จะเห็นรีสอร์ท The Fairmont Chateau Lake Louise ตั้งอยู่เพียงรีสอร์ทเดียว ใครที่อยากสัมผัสกับวิวทิวทัศน์และดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดอลังการนี้ ทางรีสอร์ทเค้าก็มีห้องพักไว้รองรับโดยสนนราคาจะอยู่ที่คืนละประมาณ 300 เหรียญแคนาดา ถัดขึ้นไปบนเขาหลังโรงแรมจะสกีรีสอร์ทที่มีกอนโดล่าให้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงตลอดปี

เราสามารถมาเยือนทะเลสาบได้ทุกฤดูกาล หากใครต้องการสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบายแต่ไม่หนาวจนเกินไป เทือกเขาพร้อมพื้นพรรณที่เขียวชอุ่ม พายเรือแคนูรอบ ๆ ทะเลสาบ เดินป่าสำรวจธรรมชาติ แวะชมน้ำตก และปีนเขา ต้องมาในช่วงหน้าร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) แต่ถ้าใครอยากอยากสัมผัสกับความเย็น เห็นทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นลานน้ำแข็งและภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวสะอาด พร้อมกับการมาเล่นกีฬาฤดูหนาว เช่นการเล่นไอซ์สเกต สกี และสโนว์บอร์ด ก็ควรไปในช่วงหน้าหนาว (ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มกราคม)

สำหรับการมาเที่ยว เลคลูอิส หรือ เลคหลุยส์ (Lake Louise) ถึงจะขับรถมาเองแต่ระหว่างทางก็จะมีป้ายให้เข้าลานจอดรถเค้า แม้จะห่างจากทะเลสาบหลายสิบไมล์ แต่เขาก็มีบริการรถของอุทยานสีเหลืองมารับ เสียค่าบริการขึ้นรถ แต่ก็คุ้มกว่าไปเสี่ยงเข้าไปด้านใน เพราะลานจอดรถแคบเล็ก มีให้บริการอยู่ 4 จุด คือ ลานจอดรถตรงนี้ ที่หมู่บ้านเลคลูอิส ที่ตัวทะเลสาบเลคลูอิส และสามารถขึ้นรถต่อจากเลคลูอิสไปเที่ยวทะเลสาบโมเรน (Moraine Lake) ได้ จ่ายเงินเพิ่มอีกรอบ
ทะเลสาบโมเรน (Moraine Lake)

จากทะเลสาบลูอิส จะมีรถบัสไปยังทะเลสาบโมเรน เนื่องจากทะเลสาบโมเรนไม่อนุญาตให้รถส่วนตัวเข้าเด็ดขาด ทะเลสาบโมเรนตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 1,884 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีความลึกประมาณ 14 เมตร และมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 50 เฮกตาร์ มีชื่อเสียงจากสีน้ำฟ้าใสสว่างเหมือนคริสตัล สีฟ้านี้ไม่ได้มาจากการสะท้อนของท้องฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแร่ธาตุที่ละลายในน้ำที่เป็นเอกลักษณ์จากตะกอนหิน (Rock Flour) หรือหินบดละเอียดที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็ง ทำให้น้ำมีสีฟ้าสดใสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อแสงแดดส่องลงมาที่น้ำ แร่ธาตุเหล่านี้จะสะท้อนแสงสีฟ้าออกมา ทำให้ทะเลสาบดูเหมือนอัญมณีที่เจิดจ้า ประกอบกับวิวภูเขาเทเนอร์พีคส์ (Ten Peaks) เป็นกลุ่มภูเขาที่มี 10 ยอดสลับกันเป็นแนวสูงเสียดฟ้ารอบทะเลสาบ และยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี การเดินเล่นรอบทะเลสาบในช่วงเช้าหรือเย็นจะทำให้คุณได้เห็นแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากภูเขาและทะเลสาบอย่างสวยงาม

หนึ่งในจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดคือจุดชมวิวโรคลินด์ (Rockpile Viewpoint) จากจุดนี้คุณจะได้เห็นทะเลสาบในมุมกว้างที่สวยงามที่สุด การปีนขึ้นไปยังจุดชมวิวนี้ไม่ยากเกินไป เป็นเส้นทางสั้น ๆ ที่พานักท่องเที่ยวขึ้นไปยังจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดของทะเลสาบ จากจุดนี้ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบพร้อมกับ Ten Peaks ที่เป็นฉากหลัง เส้นทางนี้มีความยาวเพียง 300 เมตรและใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที และเมื่อคุณมาถึง คุณจะพบกับวิวที่ทำให้ทุกคนต้องตะลึงงัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำสีฟ้าใส ภูเขาสูงเสียดฟ้า และท้องฟ้าที่สดใส จุดชมวิวโรคลินด์เป็นที่ยอดเยี่ยมสำหรับการถ่ายภาพและการพักผ่อน สำหรับผู้ที่ต้องการการผจญภัยที่ท้าทายยิ่งขึ้น เส้นทาง Larch Valley และ Sentinel Pass เป็นเส้นทางที่ยากขึ้น

นอกจากนี้ภายในอุทยานฯ ยังมี Icefields Parkway ลานน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่า 230 กิโลเมตรตัดผ่านเทือกเขาสูง 3,000 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระหว่างอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ และ อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper National Park) นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามน่าทึ่งแห่งหนึ่งของแคนาดาเลยทีเดียว




