Heart of Provence เที่ยวโพรวองซ์ ฝรั่งเศสตอนใน

การเดินทางท่องเที่ยวภูมิภาค โพรวองซ์ (Provence) ประเทศฝรั่งเศส ในช่วง เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีและสวยงามที่สุด เนื่องจากเป็นฤดูกาลของ “ทุ่งดอกลาเวนเดอร์” (Lavender Season) สีม่วงบานสะพรั่งเต็มท้องทุ่ง

โพรวองซ์ (Provence) เป็นภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส โดดเด่นด้วยทุ่งลาเวนเดอร์, ไร่องุ่น, และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เต็มไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมโรมัน และหมู่บ้านบนเนินเขา ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของแคว้น โพรวองซ์-แอลป์-โกตดาซูร์ (Provence-Alpes-Côte d’Azur) หรือรู้จักกันในชื่อย่อว่า PACA หากแบ่งโซนตามลักษณะทางภูมิศาสตร์และทัศนียภาพหลัก จะแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ดังนี้

โซนโพรวองซ์ตอนใน (Heart of Provence) โซนชนบทที่เต็มไปด้วยเนินเขา ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ หมู่บ้านโบราณ และสวนมะกอก เช่น เมืองเอ็กซองโพรวองซ์ (Aix-en-Provence) และอาวีญง (Avignon)

โซนเทือกเขาแอลป์ (The Alps) โซนภูเขาสูงทางตอนเหนือ เหมาะสำหรับเล่นสกีในฤดูหนาวและชมธรรมชาติโซนชายฝั่งโกตดาซูร์ (Côte d’Azur / French Riviera) และ โซนชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่หรูหรา เต็มไปด้วยเมืองตากอากาศชื่อดัง เช่น เมืองนีซ (Nice), เมืองคานส์ (Cannes) และมาร์เซย์ (Marseille)

โซนโพรวองซ์ตอนใน (Heart of Provence)

ครั้งนี้ ผมมีเวลาท่องเที่ยวโซนโพรวองซ์ตอนใน (Heart of Provence) 4 วัน  แบบวงกลม เน้นเส้นทางท่องเที่ยวซึ่งครอบคลุมแถบหุบเขาลูเบอรอง (Luberon) ทิวเขาแอลพิลส์ (Alpilles) ดื่มด่ำกับหมู่บ้านโบราณ วัฒนธรรมท้องถิ่น และธรรมชาติ โดยเราเลือกที่จะเช่ารถขับเอง เนื่องจากหมู่บ้านบนยอดเขาและทุ่งลาเวนเดอร์กระจายตัวอยู่ห่างกัน และระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงได้ค่อนข้างยาก อีกอย่างค่อนข้างยืดหยุ่นในการเข้าถึงจุดถ่ายรูปต่างๆอีกด้วย จากประเทศไทยผมเลือกบินไปลงที่ ท่าอากาศยานปารีส-ชาร์ลเดอโกล (CDG) จากนั้นเดินไปยังสถานีรถไฟล่างสนามบินเพื่อขึ้นรถไฟความเร็วสูง TGV ตรงสู่สถานี Avignon TGV โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ค่อนข้างจะสะดวกมาก เพราะไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบิน ได้นั่งพักผ่อนยาวๆ บนรถไฟ และเมื่อถึงสถานี Avignon TGV ก็สามารถเดินไปรับรถเช่าที่เคาน์เตอร์ในสนามบิน/สถานีรถไฟเพื่อเริ่มต้นทริปขับรถได้ทันที และถ้าใครอยากแวะเที่ยวที่ปารีสก่อนก็ย่อมได้

เนื่องจากเส้นทางนี้ไม่ไกลกันมาก เพื่อไม่ต้องย้ายกระเป๋าทุกวัน ผมจึงจองที่พัก 2 ที่ๆละ 2 คืน เพื่อความสะดวกและไม่เหนื่อยจนเกินไป โดยที่แรก จองบริเวณโซนทิวเขาแอลพิลส์ เมืองแซ็งเรมีเดอพรอว็องส์ (Saint-Rémy-de-Provence) เมืองนี้เป็นศูนย์กลางที่ดีมาก มีชีวิตชีวา หาของกินง่าย ปลอดภัย และอยู่ใกล้กับเมืองอาวีญง (Avignon) และเมืองแซ็งเรมีเดอพรอว็องส์ ส่วนอีก 2 คืนผมย้ายไปพักที่โซนหุบเขาลูเบอรอง เมืองกอร์เดส์ (Gordes)  ข้อดีคือ ตื่นเช้าไปชมวิวสัมผัสหมู่บ้าน ได้

ประตูสู่โพรวองซ์ และมนต์เสน่ห์แห่งเมืองเก่า

การเดินทางของเราเริ่มต้นที่เมืองอาวีญง หลังจากที่รับรถเช่าที่ Avignon TGV ก็ไปเมืองอาวีญงกัน สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์หลักๆ ในเมืองประกอบด้วยพระราชวังพระสันตะปาปา (Palais des Papes) เป็นพระราชวังและป้อมปราการสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่โอ่อ่าเทียบเท่ากับมหาวิหารขนาดใหญ่ 4 แห่งรวมกัน สิ่งพิเศษทางประวัติศาสตร์คือ ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 วังแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางคริสตจักรและที่ประทับแทนกรุงโรมของพระสันตะปาปาชาวฝรั่งเศสถึง 7 พระองค์ ปัจจุบันภายในได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) ไฮไลต์สำคัญคือจิตรกรรมฝาผนังโบราณอันงดงาม และลานกลางวังที่ใช้จัดงานเทศกาลศิลปะระดับโลก สามารถซื้อตั๋วเข้าชมสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ด้านในได้

ใกล้กันนั้นคือ สะพานแซงต์-เบเนเซ่ (Pont Saint-Bénézet) สะพานประวัติศาสตร์ชื่อดังที่ทอดยาวลงสู่แม่น้ำโรน (Rhône) เหลือเพียงบางส่วนของสะพาน สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ตามนิมิตของเด็กเลี้ยงแกะเบเนเซ่เพื่อข้ามแม่น้ำโรน สิ่งพิเศษคือตัวสะพานที่ขาดครึ่งกลางน้ำอย่างน่าอัศจรรย์ เดิมทีมีซุ้มโค้งยาวถึง 22 ซุ้ม แต่ถูกน้ำท่วมพัดพังทลายซ้ำๆ จนเหลือเพียง 4 ซุ้มในปัจจุบัน บนสะพานมีโบสถ์โบราณตั้งอยู่บนเสาตอม่อ และเป็นที่มาของเพลงเด็กระดับโลกอย่าง Sur le Pont d’Avignon สะพานนี้ได้รับยกย่องเป็นมรดกโลกยูเนสโกเมื่อปี 1995  ถือเป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงามมาก

จริงๆ เมืองนี้ที่เที่ยวอีกเยอะ แต่จุดหมายของเราไม่ใช่ที่นี่ ช่วงบ่าย เราจึงขับรถลงใต้ต่อไปตามถนนสาย D571 สู่เมืองแซ็งเรมีเดอพรอว็องส์ (Saint-Rémy-de-Provence) ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น เมืองนี้เมืองเล็กๆ ที่ร่มรื่นด้วยต้นเพลน บรรยากาศอบอุ่น หลังจากเอาของไปไว้ที่พักแล้ว เราก็เดินเล่นบริเวณย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยสุดคลาสสิก มีร้านคาเฟ่ ร้านบูติก แกลเลอรีศิลปะ ผมเพิ่งได้รู้ว่าที่นี่นอกจากจะเมืองที่ศิลปินแวนก๊อก (Van Gogh) เคยพำนักและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชื่อดังแล้วยังเป็นบ้านเกิดของนอสตราดามุสหมอดูชื่อดังระดับโลกอีกด้วย

อารามแซ็งปอลเดอโมโซล (Saint-Paul de Mausole) เป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่แวน โก๊ะเคยมารักษาตัว ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมห้องพักของเขา ทุ่งลาเวนเดอร์  เราสามารถเดินชมเส้นทางที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดชื่อดังอย่าง ราตรีประดับดาว (The Starry Night ) ซึ่งถูกวาดจากที่นี่เป็นภาพวาดจากวิวของห้องนอนเขานั่นเอง ซึ่งอารามแห่งนี้ถัดออกมาเพียง 10 นาทีจากใจกลางเมือง ส่วนแหล่งโบราณคดีกลานัม (Site Archéologique de Glanum) ซากปรักหักพังยุคโรมันและกรีกโบราณที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง มีสถาปัตยกรรมที่สำคัญ เช่น ประตูชัยและสุสานโบราณ เป็นต้น

ป้อมปราการหินโบราณและศิลปะแสงสี

เช้าวันต่อมา ผมมีกำหนดการจะไปสำรวจทิวเขาแอลพิลส์ (Alpilles) ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และธรรมชาติอันน่าทึ่ง จากเมืองแซ็งเรมีเดอพรอว็องส์ขับรถไต่เขาขึ้นใต้ผ่านถนนสาย D5 สู่หมู่บ้านเลส์โบซ์เดอโพรวองซ์ (Les Baux-de-Provence) เป็นหมู่บ้านยุคกลางที่สร้างอยู่บนหน้าผาหินปูน จุดที่ต้องแวะคือ ปราสาทเลส์โบซ์ (Château des Baux-de-Provence) เป็นป้อมปราการยุคกลางขนาดมหึมาสมัยศตวรรษที่ 11 สิ่งน่าสนใจโดดเด่น คือตัวปราสาทแผ่ขยายพื้นที่กว่า 5 เฮกตาร์ มีเอกลักษณ์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเจาะหิน (Troglodyte) โดยกำแพงและห้องหับหลายส่วนถูกสลักเข้าไปในผาหินธรรมชาติโดยตรง ด้านบนสุดของหอคอยเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง สามารถมองเห็นเทือกเขาแอลพิลส์ไร่องุ่น และป่ามะกอกเบื้องล่าง

หากมีโอกาสอยากแนะนำให้ไปชมแคร์ริแยร์ เด ลูมิแยร์ (Carrières de Lumières) ที่นี่เป็นศูนย์ศิลปะดิจิทัลแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ในเหมืองหินปูนร้างโบราณใต้ภูเขาหินของเมืองเลส์โบซ์เดอโพรวองซ์ ข้างในเขาจะจัดนิทรรศการแสงสีเสียงสุดอลังการ โดยใช้โปรเจกเตอร์กว่า 100 เครื่อง ฉายภาพผลงานศิลปะระดับโลกขนาดมหึมา เคลื่อนไหวไปบนผนังหิน สูงกว่า 15 เมตร รวมถึงบนพื้นและเพดานเหมือง ผู้เข้าชมสามารถเดินท่องไปในมิติของภาพและแสงสี ทำให้รู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปเดินอยู่ภายในภาพวาดของจิตรกรเอกระดับโลก เช่น ปิกัสโซ (Picasso) หรือ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) แนะนำให้เอาเสื้อคลุมไป  เนื่องจากอุณหภูมิในเหมืองค่อนข้างเย็น ตั๋วเข้าชมแบบ Combi ควบคู่ไปกับปราสาทเลส์โบซ์ที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่นาที สำหรับราคาผู้ใหญ่ (อายุ 26 ปีขึ้นไป) 21 ยูโร ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) 19.50 ยูโรนักเรียนและเยาวชน (อายุ 18-25 ปี) 17.50 ยูโรเด็กและเยาวชน (อายุ 7-17 ปี) 16 ยูโรตั๋วครอบครัว (ผู้ใหญ่ 2 คน + เด็กอายุ 7-17 ปี 2 คน) 58 ยูโร และเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี: เข้าชมฟรี ผมดูไปไม่นานก็ต้องเดินทางต่อ เพราะคืนนี้จะย้ายไปพักในแถบเมืองกอร์ด หรือ กอร์เดส (Gordes) เพื่อเตรียมเที่ยวโซนถัดไป

หัวใจแห่งลูเบอรอง หมู่บ้านสีขาวบนหน้าผา

ช่วงเช้าขับรถข้ามโซนจากแถบแอลพิลส์ มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือสู่หุบเขาลูเบอรอง งเพื่อชมหมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในฝรั่งเศส โดยใช้เส้นทาง D900 ตรงสู่เมืองกอร์เดส หมู่บ้านหินสีขาวนวลที่ตั้งลดหลั่นกันบนหน้าผาอย่างสง่างาม เดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยหินปูลาดและ ขับรถต่อไปอีกเพียง 10 นาทีเพื่อชมอับเบย์เดอเซนองก์ (Abbaye de Sénanque) เป็นอารามหินโบราณนิกายซิสเตอร์เชียน (Cistercian) เรียกได้ว่าเป็นภาพสัญลักษณ์แห่งโปรวองซ์ก็ว่าได้ ด้วยทัศนียภาพของอารามหินสีเทาเรียบง่าย ตัดกับทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงบานสะพรั่งโดยเฉพาะช่วงปลายมิถุนายนถึงกรกฎาคม

การเข้าชมพื้นที่ภายใน เช่น โบสถ์ หอพักโบราณ ระเบียงคด และห้องประชุมสงฆ์ได้ โดยแบบทั้งที่มีไกด์และชมเอง โดยแบ่งเป็นรอบๆการเข้าชมด้วยตัวเอง (Self-Guided Tour)  วันจันทร์ – วันเสาร์: รอบเช้า 10:00 – 11:00 น. และ รอบบ่าย 13:00 – 16:00 น. วันอาทิตย์: 13:45 – 16:00 น. และการเข้าชมแบบมีไกด์นำเที่ยว (Guided Tour): ดำเนินการบรรยายเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น ใช้เวลาเดินชมประมาณ 1 ชั่วโมง วันจันทร์ – วันเสาร์: มี 3 รอบเวลา คือ 10:30 น., 14:00 น. และ 15:30 น. วันอาทิตย์: มี 2 รอบเวลา คือ 14:00 น. และ 15:30 น. เนื่องจากอารามแห่งนี้ยังมีคณะนักบวชพำนักและปฏิบัติธรรมอยู่จริงในปัจจุบัน ทางอารามจึงกำหนดกฎระเบียบไว้อย่างเคร่งครัดดังนี้ ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ห้ามสวมเสื้อแขนกุด สายเดี่ยว หรือกางเกง/กระโปรงสั้นเหนือเข่า (สำหรับผู้หญิงแนะนำให้พกผ้าคลุมไหล่หรือเสื้อคลุมติดตัวไปด้วย) อนุญาตให้ถ่ายภาพเพื่อใช้ส่วนตัวได้โดยห้ามใช้ขาตั้งกล้องหรืออุปกรณ์ไฟเสริม และห้ามบันทึกภาพ/เสียง/วิดีโอใดๆ ในขณะที่มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไม่อนุญาตให้นำสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร เป็นต้น รวมไปถึงห้ามเดินลุยหรือเหยียบย่ำเข้าไปในร่องแปลงปลูกดอกลาเวนเดอร์ด้านหน้าอารามเด็ดขาด เพื่อเป็นการเคารพผลผลิตและงานเกษตรกรรมของพระภิกษุ ซึ่งเราสามารถจับจ่ายอุดหนุนผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดจากลาเวนเดอร์ น้ำผึ้ง และน้ำมันหอมระเหยจำหน่ายในร้านค้าของอารามได้

หมู่บ้านสีส้มอิฐ และเส้นทางสายโรแมนติก

ปิดท้ายทริปด้วยความสดใสของเฉดสีธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโพรวองซ์ จากเมืองกอร์เดส ขับรถต่อไปทางตะวันออกผ่านถนนสาย D102 เยือนหมู่บ้านสีส้มรุสสิยง (Roussillon) ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส (Les Plus Beaux Villages de France) โดดเด่นด้วยอาคารบ้านเรือนทั้งหมู่บ้านทาด้วยเฉดสีส้ม แดง และเหลืองสดใส เนื่องจากตั้งอยู่บนแหล่งแร่ดินสีโอเคอร์ (Ochre) เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยยุคกลาง ร้านค้าหัตถกรรม ท่องเที่ยวชมแกลเลอรีศิลปะ และร้านขายผงสีฝุ่นธรรมชาติจากแร่โอเคอร์ ซึ่งเราสามารถเดินเที่ยวเส้นทางธรรมชาติ The Sentiers des Ocres แคนยอนขนาดย่อมที่ทอดยาวผ่านหน้าผาหินและภูเขาดินสีส้มแปร๊ดตัดกับป่าสนสีเขียวขจี

หลังจากนั้นขับลงใต้ผ่านแนวหุบเขาเส้นทางวิวสวยตามสาย D943 สู่หมู่บ้านลูร์มาแร็ง (Lourmarin) หมู่บ้านราบลุ่มที่มีเสน่ห์ เต็มไปด้วยร้านกาแฟเก๋ๆ แกลเลอรีศิลปะ ย่านนี้เหมาะกับการเดินทอดน่องจิบชาหรือกาแฟในยามบ่ายอย่างยิ่ง ที่นี่มีปราสาทเรเนซองส์แห่งแรกอย่าง Château de Lourmarin ปราสาทศวรรษที่ 12 สไตล์เรเนซองส์แห่งแรกของแคว้นโปรวองซ์ หากใครมาพอดีกับวันศุกร์ที่นี่เขามีตลาดนัดเช้าวันศุกร์ที่คึกคัก เต็มไปด้วยสินค้าพื้นเมือง ผ้าลินิน และน้ำมันมะกอก เรียกได้ว่าเป็นเมืองปิดท้ายที่แสนสบาย และเป็นการเดินทางตลอด 4 วันที่ไม่เหนื่อยมากนัก ทุกคนสามารถเดินทางตามได้ และถ้ามีเวลา พละกำลังมากสามารถแวะสถานที่ท่องเที่ยวตามรายทางได้อีกเยอะ ส่วนผมอายุเยอะแวะนิดๆหน่อยๆพอเป็นพิธี ถือได้ว่าเป็นการเดินทางเส้นโพรวองซ์ตอนในที่สมบูรณ์แบบทีเดียว