ครั้งหนึ่งในชีวิต…พิชิตภูเขาไฟรินจานี

Story & Photo by เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทาง

คำบอกเล่าจากนักเดินทางสู่นักเดินทาง “เธอต้องไปขึ้นภูเขาไฟรินจานีที่อินโดนีเซีย เชื่อฉันแล้วเธอจะสามารถพิชิตภูเขาลูกไหนก็ได้หลังจากนี้” เพื่อนสาวนักเดินทางชาวฝรั่งเศสพูดกับฉันหลังทราบว่าฉันชอบเดินป่าขึ้นเขาและกำลังวางแผนเดินทางไปพิชิตขุนเขาสักลูกหนึ่งในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 30 ปีของตัวเอง

Rinjani_061

หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าฉันก็เริ่มหาข้อมูลและพูดคุยกับเพื่อนนักเดินทางคนอื่นๆ ภาพถ่ายและเรื่องเล่าจากการเดินทางที่ผ่านตาผ่านหูเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็กระตุ้นต่อมเดินทางของฉันและเพื่อนต่างชาติอีก 5 คน จึงได้รวมตัวกันเพื่อไปพิชิตภูเขาไฟรินจานี

Rinjani_001

การพิชิตภูเขาไฟรินจานีต้องใช้เวลาตั้งแต่ 2 วันขึ้นไปและต้องเดินทางกับไกด์ท้องถิ่นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สามารถเลือกแพ็คเกจเดินทางได้ตามจำนวนวัน งบประมาณ และประสบการณ์ที่อยากได้รับ พวกเราเลือกแพ็คเกจ 5 วัน 4 คืน โดยการเดินขึ้นภูเขาไฟรินจานีจริงๆ ใช้เวลา 4 วัน 3 คืนเพราะไม่อยากเร่งรีบและอยากมีเวลาสัมผัสภูเขาไฟรินจานีให้ได้มากที่สุด ภูเขาไฟรินจานีตั้งอยู่บนเกาะลอมบอก (Lombok) ทางตะวันออก ของเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดบนเกาะนี้ และมีความสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ภูเขาไฟรินจานี มีความสูงอยู่ที่ 3,726 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลและยังมีการปะทุอยู่เป็นระยะๆ ความพิเศษของภูเขาไฟรินจานีคือ เป็นภูเขาไฟซ้อนภูเขาไฟเนื่องจากตรงกลางของปล่องภูเขาไฟมีทะเลสาบและภูเขาไฟลูกเล็กอีกลูกชื่อภูเขาไฟบารู (Baru) ที่ความสูง 2,365 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลอยู่ตรงกลางทะเลสาบ ซึ่งภูเขาไฟบารูนี้เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟรินจานีเมื่อ 20 ปีก่อน

Rinjani_012 Rinjani_019

จุดเริ่มต้น พวกเราออกเดินทางจากสิงคโปร์ไปถึงเกาะลอมบอกตอนเย็น บริษัททัวร์จัดรถมารับที่สนามบินเพื่อพาไปยังที่พักใกล้หมู่บ้าน Senaru จุดเริ่มต้นของการพิชิตยอดภูเขาไฟ พวกเรานอนหลับพักผ่อนกันให้เต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันแรกของการเดินขึ้นภูเขาไฟรินจานี หลังรับประทานอาหารเช้าพวกเราทั้ง 6 คน หัวหน้าไกด์ ผู้ช่วยไกด์ และลูกหาบอีก 4 คน นัดเจอกันที่หมู่บ้าน Sembalun หลังจากลงทะเบียนกับอุทยานแห่งชาติ Rinjani National Park เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าไกด์ก็แนะนำเส้นทางและจุดพักต่างๆ ให้ฟัง พวกเราเริ่มต้นออกเดินทางตอนประมาณ 8 โมงเช้าเส้นทางช่วงแรกผ่านสวนผักของชาวบ้านและทุ่งหญ้าสวันนาที่เดินสบายมองเห็นฝูงวัวของชาวบ้านมีเนินเล็กๆ ให้ร่างกายได้อุ่นเครื่อง

Rinjani_022 Rinjani_025

Rinjani_023 Rinjani_024

ตอนเที่ยงแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ Base Camp III พี่ๆ ลูกหาบทำอาหารง่ายๆ อย่างข้าวผัด มาม่าผัดกับไข่ต้ม ปิดท้ายด้วยสับปะรดหวานฉ่ำอร่อยและได้พลังงาน หลังอาหารกลางวันเป็นช่วงเวลาที่ต้องเริ่มเดินขึ้นแนวสันเขาพวกเราใช้เวลาทั้งหมดเกือบ
7 ชั่วโมงในการมาถึง Rim II (Sembalun crater) จุดพักแคมป์คืนแรก ณ จุดนี้เราจะมองเห็นยอดเขารินจานีจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลแล้วและวันพรุ่งนี้เราจะไปพิชิตยอดเขานั้น ฉันแอบหวั่นใจกับความชัน 60 องศา ที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ทุกคนที่มาที่นี่แล้วสามารถไปถึงจุดสูงสุดตรงนั้นได้ ฉันมองกลับลงไปยังหมู่บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางแล้วให้กำลังใจตัวเองว่ามาได้ไกลขนาดนี้แล้วก็ต้องไปต่อให้สุดไปได้แค่ไหนเอาแค่นั้น หลังพระอาทิตย์ลับขอบเขาที่งดงามพวกเรารับประทานอาหารเย็นร่วมกัน มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมทางระหว่างนักเดินทางและเจ้าของบ้าน เริ่มก่อตัวขึ้น พวกเรารีบนอนหลับพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับการผจญภัยในวันพรุ่งนี้

Rinjani_021

ของขวัญวันเกิด

เช้าวันที่ฉันอายุครบ 30 ปีบริบูรณ์พวกเราตื่นขึ้นมาเตรียมตัวออกไปพิชิตยอดเขารินจานีกันตั้งแต่ตี 3 ฟ้ามืดอากาศยังคงหนาวเหน็บเส้นทางแคบและชันจนต้องออกเดินเรียงหนึ่งตามหลังกันไป แสงไฟฉายที่คาดไว้บนหัวส่องให้เห็นเพียงแค่แผ่นหลังของเพื่อนที่เดินอยู่ด้านหน้าความกลัวทำให้ฉันตื่นตั้งสติและก้าวขาออกไปอย่างระมัดระวัง เมื่อฟ้าเริ่มสว่างมองเห็นทางเราเดินเลาะปากปล่องภูเขาไฟมาเรื่อยๆ จนถึงสันภูเขาไฟที่ตั้งชัน ทางเดินเป็นหินกรวดภูเขาไฟร่วนๆ เดินขึ้นไปหนึ่งก้าวลื่นลงมาครึ่งก้าวต้องใช้ทั้งพลังขาและพลังใจในการก้าวต่อและนี่คงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ใครหลายคนท้อและไปไม่ถึงจุดหมาย

Rinjani_016

ฉันเอ่ยปากให้เพื่อนอีก 3 คนเดินขึ้นนำไปก่อนหันหลังกลับไปเห็นเพื่อนอีก 2 คนยังคงนั่งพักอยู่ริมปากปล่องภูเขาไฟส่งสัญญาณมาว่าพวกเขาคงเดินต่อไปไม่ไหว หัวหน้าไกด์เดินย้อนกลับไปดูอาการ ของพวกเขาถ้าไม่ไหวก็จะพาพวกเขากลับไปยังจุดกางเต็นท์ ข้างกายฉันมีเพียงผู้ช่วยไกด์หนุ่มน้อยที่คอยส่งยิ้มน้อยๆ เป็นกำลังใจมาให้เป็นระยะๆ พระอาทิตย์ขึ้นมาทักทายแล้วแต่ฉันยังไปไม่ถึงจุดหมายตามกำหนด เวลานี้พวกเราควรจะไปถึงยอดภูเขาไฟแล้วเพื่อน 3 คนขึ้นไปถึงจุดสูงสุด เพื่อนอีก 2 คนยอมแพ้กลับไปพักที่จุดกางเต็นท์ ฉันหยุดพักอยู่ตรงสันเขาที่ชัน 60 องศาเงยหน้ามองไปยังยอดเขาจุดหมายปลายทางเหมือนอยู่ไม่ไกลแต่ร่างกายฉันกลับประท้วงไม่ให้ก้าวไปต่อ ปวดขาจนแทบก้าวไม่ไหวแผ่นหลังอ่อนล้าจากน้ำหนักเป้ลมหายใจเริ่มถี่และหนักขึ้นหูอื้ออึงได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นดัง ฉันเริ่มลังเลและสงสัยในความสามารถของตัวเองจะไหวไหม? จะทำได้ไหม? ความกลัว มีพลังมากมายที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งเดินไปไม่ถึงจุดหมาย

Rinjani_026 Rinjani_011

ตอนนั้นในใจของฉันเหมือนมีสงครามระหว่างความกล้ากับความกลัว ใจมันอยากไปให้ถึงแต่กายบอกว่าก้าวต่อไปไม่ไหว ผู้ช่วยไกด์พูดปลอบใจว่า “พักก่อนค่อยๆ เดินไปไม่ต้องรีบไม่ต้องแข่งกับใครเดินตามจังหวะของตัวเองอีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วเธอทำได้แน่นอน” นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการกำลังใจเล็กๆ ในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าและกำลังใจของตัวเองอ่อนแรง การเดินขึ้นในช่วงสุดท้ายมันยากมาก นักเดินทางคนอื่นเริ่มทยอยกันลงมาแล้วทุกคนที่เดินสวนฉันลงมาให้กำลังใจด้วยคำพูดและรอยยิ้ม

Rinjani_028

ในที่สุดหลังผ่านไป 5 ชั่วโมงฉันก็มาถึงยอดภูเขาไฟรินจานี 3,726 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลสูงที่สุดในการเดินเขาในชีวิตของฉันซึ่งต้องขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ ผู้ช่วยไกด์ ที่เดินตามหลังฉันมายื่นมือมาจับแสดงความยินดีพร้อมพูดว่า “ยินดีด้วยนะ ถึงแล้ว!” เพื่อนอีก 3 คนที่รออยู่แล้วก็ปรบมือและเข้ามาสวมกอดแสดงความยินดี เค้กช็อคโกแลตก้อนเล็กพร้อมกล่องของขวัญถูกยื่นมาให้ตรงหน้าเสียงเพลง Happy Birthday ดังกึกก้องวินาทีนั้นไม่รู้น้ำตามาจากไหน ปกติฉันไม่ใช่คนอ่อนไหวแต่ตอนนั้นความรู้สึกปลื้มใจดีใจและภูมิใจต่างถาโถมเข้ามา นี่ถือเป็น ของขวัญสุดพิเศษอายุครบ 30 ปี ที่ฉันภาคภูมิใจและไม่มีวันลืม

Rinjani_053

ถ้าใจสู้จะช้าหรือเร็วยังไงก็ไปถึง

บนยอดเขารินจานีไม่อยากเชื่อตัวเองว่าฉันจะมาถึงได้และทำความฝันนี้สำเร็จฉันอายุครบ 30 ปีแล้วอยากทำอะไรที่ท้าทายและเพื่อเตือนตัวเองว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขขอแค่หัวใจและร่างกายที่ยังเป็นเด็กและแข็งแกร่งอยู่เสมอ การพิชิตยอดภูเขาไฟรินจานีถือเป็นความสำเร็จก้าวเล็กๆ ฉันมีความสุขและรู้สึกภูมิใจที่เอาชนะตัวเองได้ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ฉันเห็นภาพถ่ายสวยงามของภูเขาไฟรินจานีมาเป็นร้อยแต่ความงามเหล่านั้นเทียบกันไม่ได้เลยกับการได้มาเห็นของจริงอยู่ตรงหน้า

Rinjani_034

เราใช้เวลาอยู่บนยอดเขาสักพักก็ทยอยกันเดินลงมาเพราะต้องกลับไปเก็บของที่เต็นท์และเดินทางต่อ พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว แต่หนทางยังอีกยาวไกลฉันเริ่มปวดหัวเข่าเพราะต้องเกร็งเท้า ในการเดินลงมาบนเนินเขาหินกรวดบางช่วงแคบมากต้องคอยระวังไม่ให้ลื่นตกลงไปตอนเดินขึ้นไปยังมืดเลยมองไม่เห็นเส้นทางและวิวสวยๆ ขาลงจากยอดเขาเลยทำให้เห็นว่าทางที่เดินมาลำบากมากและวิวภูเขาไฟก็สวยมากด้วยเช่นกัน ไม่กี่ชั่วโมงเราก็ลงมาถึงจุดกางเต็นท์ริมทะเลสาบ Segara Anak ตรงกลางภูเขาไฟฉันนั่งพักนิ่งๆ อยู่ริมทะเลสาบสีเขียวใสมองภูเขาไฟบารูที่ปล่อยควันกรุ่นๆ อยู่เบื้องหน้า ความลึกลับของภูเขาไฟทำให้ฉันตกหลุมรักยามสงบมันช่างดูสวยงามอ่อนโยนแต่ในยามตื่นก็มีพลังทำลายล้าง วิวของเส้นทางรินจานีไม่ใช่ที่ที่สวยจนลืมหายใจแต่มีเสน่ห์น่าค้นหา

Rinjani_041

เช้าวันรุ่งขึ้นพี่ๆ ลูกหาบทำอาหารจากปลาที่ตกได้ในทะเลสาบ พวกเราไปเล่นน้ำที่น้ำตกและบ่อน้ำร้อนเป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยล้า จากนั้นก็เดินกลับขึ้นไปยังปากปล่องอีกด้านหนึ่งเพื่อขึ้นไปพักค้างคืนกางเต็นท์เป็นคืนสุดท้ายพวกเราค่อยๆ ไต่เขาขึ้นไป เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก หันกลับมาเห็นวิวสวยงามของทะเลสาบและภูเขาไฟบารู เป็นกำลังใจใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงมาถึงจุดกางเต็นท์คืนสุดท้ายบนขอบปล่องภูเขาไฟ Rim I (Senaru crater)

Rinjani_037

รางวัลชีวิต

วันสุดท้ายเป็นการเดินลงเขายาวๆ ไปตลอดช่วงแรกเป็นทางลง ค่อนข้างชันไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ทำให้ร้อนมากก่อนจะเข้าสู่เขตป่าร่มรื่นทุกคนกลับลงมาถึงหมู่บ้าน Senaru อย่างปลอดภัยถือเป็นทริปที่หนักและสาหัสมากที่สุดในชีวิตของฉันจากการเดินสะสมเป็นเวลา 4 วัน ระยะทางทั้งหมดกว่า 50 กิโลเมตร ฉันก้มมองสาระรูปตัวเองแล้วอดขำ ไม่ได้ เนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้ารองเท้าเปื้อนฝุ่นจากการเดินขึ้นลงเขามาหลายวัน นึกย้อนไปถึงคำพูดของเพื่อนๆ หลายคนที่ถามว่าทำไมไม่ฉลองวันเกิดในร้านอาหารหรูๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงหลงรักกิจกรรมแสนเหนื่อยนี้นัก ฉันรู้แค่ว่าภูเขาคือห้องเรียนชีวิตที่สอนให้ฉันได้รู้จักการต่อสู้ การยอมแพ้ มิตรภาพ และกำลังใจ

Rinjani_071

ฉันค้นพบว่าการเดินเขาไม่ใช่การเอาชนะธรรมชาติแต่เป็นการเอาชนะตัวเอง หยดเหงื่อที่ซึมออกมาเต็มหน้าผาก หยดน้ำตาที่ไหลเมื่อได้ยืนอยู่บนยอดเขา บทสนทนากับตัวเองตลอดการก้าวขาที่เมื่อยล้า กำลังใจ ที่ได้รับจากคนรอบข้าง คำยินดีและการเฉลิมฉลองกับความสำเร็จ เมื่อแต่ละวันจบลงสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนการเดินทางของชีวิตและการได้เผชิญหน้ากับธรรมชาติช่วยเตือนว่ามนุษย์เราตัวเล็กนิดเดียว

Rinjani_030

Kings of the mountain ราชาแห่งขุนเขา

การพิชิตยอดเขาสูงครั้งนี้จะไม่สามารถสำเร็จได้หากปราศจากแรงสนับสนุนและความช่วยเหลือของพี่ๆ ลูกหาบหรือ Porter การใช้บริการลูกหาบและไกด์ท้องถิ่นเป็นการสนับสนุนให้คนที่นั่นมีรายได้ ในขณะเดียวกันเราก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นอย่างละเอียด ความแข็งแรงของพวกเขาทำให้สามารถเดินเขา ได้ด้วยเท้าเปล่าหรือรองเท้าแตะบางครั้งก็ยังวิ่งขึ้นเขาพร้อมกับอุปกรณ์และอาหารที่หนักอึ้งไว้บนบ่าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ก่อนจะถึงยอดเขาพวกเขาก็รอให้นักเดินทางขึ้นไปพิชิตยอดพร้อมๆ กันเวลาหิวพวกเขาก็ทำอาหาร เวลาเหนื่อยพวกเขาก็กางเต็นท์ให้เพื่อที่พวกเราจะได้พักผ่อนอย่างสบาย ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงการเดินทางครั้งนี้ ฉันขอบคุณพี่ๆ ลูกหาบและไกด์ทั้ง 2 พวกเขาไม่เคยแสดงความเหน็ดเหนื่อย พวกเขามีแต่รอยยิ้มและกำลังใจให้กับพวกเราในฐานะผู้มาเยือน พวกเราควร แสดงมิตรภาพดีๆ สินน้ำใจเล็กเล็กน้อยน้อยและช่วยกัน ดูแลบ้านของพวกเขาเป็นการตอบแทน

Rinjani_064

การเตรียมตัวขึ้นภูเขาไฟรินจานี
1. เตรียมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เทคนิคอย่างหนึ่งคือค่อยๆ เดินไปช้าบ้างเร็วบ้างแต่อย่าหยุดถ้ายิ่งหยุดบ่อยร่างกายจะร่ำร้องให้หยุดและไม่ไปต่อ
2. การแต่งตัวขณะเดินขึ้นเขาให้ใส่เพียงเสื้อยืดหรือ Base Layer ที่แห้งง่ายและเสื้อกันลม
ส่วนเสื้อฟรีซ (Fleece) และเสื้อกันหนาวเอาไว้ใส่เมื่อถึงยอดเขาแล้ว
3. อุปกรณ์สำคัญในการเดิน ได้แก่ ผ้าปิดจมูก ไม้เท้าหรือไม้สติ๊กเดินเขา รองเท้าเดินเขา ไฟฉาย
4. การเลือกบริษัททัวร์และแพ็คเกจให้เลือกบริษัทที่ได้รับอนุญาตและมีไกด์ที่พูดภาษาอังกฤษราคาแพ็คเกจจะรวมถึงค่าเข้าอุทยานฯ อาหาร 3 มื้อต่อวันและน้ำดื่ม ค่าบริการไกด์นำทาง และลูกหาบ (ไม่รวมเครื่องใช้ส่วนตัว) ค่ารถรับส่งจากโรงแรมถึงจุดเดินเขา เต็นท์และถุงนอน อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น รถรับ – ส่งจากสนามบิน สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.rinjanitrek.com

Share This Post:Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn0