เที่ยวไปกับ Kaga Loopbus -Mountain Route

Story & Photo by Orawan

“อ้าว ไปอิชิคาวะ แล้วไม่แวะคานาซาวะ แล้วจะไปไหนเหรอพี่” นั่นคือคำทักแรกของน้องที่ทำงานทักฉันเมื่อฉันบอกว่า ไปครั้งนี้อาจไม่ได้เที่ยวคานาซาวะ แหม… ขอบอกนะ ว่าที่จังหวัดอิชิคาวะนั้น เขามีเมืองอีกหลายเมืองที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงแต่เมืองคานาซาวะ (Kanasawa) ที่มีสวนเคนโระคุเอ็น (Kenrokuen) ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 สวนที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่นหรือย่านบ้านโบราณของเขตร้านน้ำชาฮิงะชิชายะ (Higashi Chaya) เท่านั้น

จังหวัดอิชิคาวะ ยังมีเมืองที่น่าสนใจ อีกเยอะมาก (อนุญาตให้ลากเสียง ก ไก่ ยาวๆ ล้านตัวได้เลย) อย่างเช่นครั้งนี้ เราเลือกที่จะนั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานีคะงะออนเซ็น (Kaga Onsen) เพื่อที่จะท่องเที่ยวเมืองคะงะและเมืองโคมัตซึ (Kamutsu) ที่อยู่ใกล้เคียง โดยใช้บริการของรถบัสสาธารณะที่เรียกว่า CAN BUS โดยรถบัสคันนี้จะจอดอยู่ใกล้กับสถานีคะงะออนเซ็นเลย เป็นรถบัสที่วิ่งวนเป็นวงกลม หรือเรียกว่าลูปบัส มีสองเส้นทางหลักคือ เส้นทางทะเล (Sea Route) และเส้นทางภูเขา (Mountain Route) แบบที่ฉันเลือกเดินทางในครั้งนี้

จากสถานีคะงะออนเซ็น นั่งรถ CAN BUS เส้นทางภูเขา ไม่นานเราก็มาถึงป้าย Yamanaka Onsen Kiku no Yu/Yamanaka-za เราปล่อยเมืองยามานากะออนเซ็น (Yamanaka Onsen) ไว้ก่อนแล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 5 นาทีเพื่อไป หุบเขาคะคุเซ็นเค (Kakusenkei Gorge)

ซึ่งเป็นช่องเขาที่มีระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร ไปตามแนวของแม่น้ำไดโชจิ (Daishoji River) ช่องเขานี้มีทางเดินที่เลาะเลียบริมแม่น้ำไปโดยเส้นทางนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามในยามที่ใบไม้ผลิก็จะเขียวขจีและชุ่มชื่นใจ

และในช่วงใบไม้ผลิภาพของใบไม้เปลี่ยนสีก็จะสวยงามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มองลงมาจากสะพานอายะโทริ (Ayatori Bridge) ยิ่งแปลกตา

สำหรับสะพานเหล็กนี้มีความพิเศษที่มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาเป็นรูปตัวเอส ทาด้วยสีแดงอมม่วงสะดุดตา

ในขณะที่อีกหนึ่งสะพานอย่างสะพานโคะโระกิ (Korogi Bridge) ที่สร้างจากไม้สนก็ความนุ่มนวลกว่า แต่สะพานโคะโระกิเดิมมีความทรุดโทรม จนทางเมืองได้มีการซ่อมแซมใหม่จนถึงเดือนตุลาคมปี 2019 ที่ผ่านมา

ในช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคมของทุกปี ถ้าคุณข้ามสะพานไปเดินฝั่งเลียบน้ำ คุณจะได้เจอกับคะคุเซ็นเค คะวะโดะโกะ (Kakusenkei Kawadoko) ที่เป็นเสมือนคาเฟ่ริมน้ำสุดชิล

ภาพของร่มสีแดงตัดกับสีเขียวของผืนป่าเป็นอย่างดี สามารถสั่งน้ำชาและขนมมานั่งชมธรรมชาติ แล้วฟังเสียงของสายน้ำเป็นการพักผ่อนที่สุดแสนรื่นรมย์ทีเดียว

บอกเลยว่าเส้นทางนี้สวยงามร่มรื่นมาก

เมื่อเดินชื่นชมธรรมชาติกันอย่างเต็มที่ แล้วเรากลับเข้ามาในตัวเมืองยามานากะออนเซ็น (Yamanaka Onsen) เมืองที่เป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์อีกแห่งของญี่ปุ่น

บนถนนสายหลักของเมืองที่เรียกว่ายุเงะไคโด (Yugekaido) นั้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร

โดยเฉพาะแกลเลอรีที่จัดแสดงผลงานหัตถศิลป์อย่างเครื่องเคลือบคุทานิยากิ (Kutani Porcelain) และเครื่องเขินยามานากะ (Yamanaka Lacquerware) ตัวเครื่องเคลือบ คุทานิยากิเป็นเครื่องเคลือบพอร์ซเลนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีสีสันสวยงามและทรงพลัง

ขณะที่เครื่องเขินยามานากะที่ทำจากไม้จะให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่า โดยมากแกลเลอรีในย่านนี้ จะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำ

หลังจากลองทำเครื่องเขินแล้วนั่งรถไปต่อกันที่ป้าย Yamashiro Onsen East Entrance สำหรับยามาชิโระออนเซ็น (Yamashiro Onsen) ถือเป็นเมืองน้ำพุร้อนที่ใหญ่แห่งหนึ่งของภูมิภาคโฮคุริคุ (Hokuriku) น้ำพุร้อนที่นี่มีอายุมากกว่า 1,300 ปีมาแล้ว ตามประวัติเล่าว่า พระสงฆ์ในศาสนาพุทธนิกายเกียวคิ (Gyoki) เป็นผู้ค้นพบในปี ค.ศ. 725 คุณสมบัติของบ่อน้ำพุที่นี่คือช่วยในเรื่องของการบำบัดโรคต่างๆ เช่นบรรเทาอาการปวดข้อ กล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง และรวมไปถึงอาการเกี่ยวกับกระเพาะและการย่อยอาหาร

ทำให้ที่นี่เป็นที่นิยมของเหล่านักวรรณศิลป์จำนวนมาก เช่น โยซาโนะ อากิโกะ หรือ อิสึมิ เคียวกะ เป็นต้น สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถเข้าไปเยี่ยมชมบ่อน้ำสาธารณะที่เปิดบริการบริเวณใจกลางเมืองซึ่งมี 2 บ่อคือ ห้องอาบน้ำโซยุ (Yamashiro Onsen Soyu) เป็นห้องอาบน้ำสาธารณะที่ทันสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยครบครัน ห้องอาบน้ำในร่มแยกชายและหญิง ค่าบริการ 500 เยน และห้องอาบน้ำโคโซยุ (Yamashiro Onsen Ko-Soyu) เป็น
บ่ออาบน้ำสาธารณะที่มีอาคารสไตล์ยุคเมจิที่มีเอกลักษณ์ และได้รับการปรับปรุงใหม่มีค่าบริการ 500 เยน นอกจากนั้นในย่านนี้ยังมีโรงแรมแบบญี่ปุ่น ร้านค้า ร้านอาหารเรียงรายไปตามสองฝั่งถนนให้บรรยากาศของบ่อน้ำพุร้อนในสมัยเอโดะอีกด้วย แต่ถ้าจ่าย 700 เยนจะสามารถเข้าใช้บริการได้ทั้ง 2 แห่ง

ป้ายต่อไปเอาใจสายบุญกับป้าย Natadera Temple ป้ายแห่งนี้คือป้ายของจุดท่องเที่ยวอย่างวัดนาทะเดะระ (Natadera Temple) วัดตั้งอยู่ในเขตเมืองโคมัตซึ (Komatsu) ของจังหวัดอิชิคาวะ

วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของภูมิทัศน์ที่ล้อมรอบไปด้วยขุนเขา ธรรมชาติและป่าไม้

ความอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื่นของวัด สังเกตได้จากมอสสีเขียวที่ปูเต็ม พื้นที่ทางเดินก่อนจะเข้าไปในตัวบริเวณด้านในของวัด เมื่อยามเดินผ่านโทริอิของวัดเข้าไป

ทางซ้ายมือคือ อุโบสถกลาง คนโดะ เคโอะเด็น (Kondo Keo-den) อาคารอุโบสถสร้างจากไม้สนหอมฮิโนะคิ (Hinoki cypress wood) ทั้งหลัง

ด้านในจะมีเจ้าแม่กวนอิม 11 หน้า 1,000 มือ สูงถึง 7.8 เมตรซึ่งทำจากไม้สนหอมฮิโนะคิเช่นกัน ผนังของอุโบสถถูกประดับประดาไปด้วยผลงานศิลปะของศิลปินท้องถิ่น พรรณนาถึงความศรัทธาในภูเขาฮะคุซังซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและลัทธิชินโตอย่างลงตัว จุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดก็คือหินผายูเซ็นเคียว (Yusenkyo) ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟโบราณ

สังเกตดีๆ ตรงกลาง เราจะเห็นซุ้มประตูโทริอิสีแดงที่อุทิศให้กับเทพอินาริ – เทพเจ้าแห่งต้นข้าว ผู้พิทักษ์อาหารและผู้นำมาซึ่งความมั่งคั่งวัดนาทะเดะระเป็น

สถานที่จัดพิธี การลอดถ้ำแห่งพระครรภ์ (Iwaya-tainai-kuguri) อันศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลานาน หากใครเดินไปตามทางเดินไทไนคุงุริ (Tainai Kuguri) ซึ่งเป็นทางเดินในซอกระหว่างอาคารหลักของวัดกับเขาหินก็จะสามารถชำระล้างบาปต่างๆ ออกได้หมดจนเหมือนกับได้เกิดออกมาจากครรภ์มารดาใหม่อีกครั้ง

ที่วัดยังมีจุดให้ชมอีกมากมาย ต้องใช้เวลาเป็นวันหากจะเดินดูให้ครบ สำหรับฉันเวลาน้อยจึงดูได้แค่บางจุดเท่านั้น ไว้ค่อยกลับมาอีกครั้ง

จากสายบุญสู่สายกิจกรรม ต้องป้ายนี้เลย Traditional Handicrafts Village Yunokuni no Mori รถบัสจะจอดด้านหน้าหมู่บ้านหัตถกรรมยุโนะคุนิ โนะ โมะริ (Traditional Handicrafts Village Yunokuni no Mori)

ที่นี่เป็นเสมือนสถานที่ที่รวบรวมเอางานหัตถกรรมหลากหลายรูปแบบมาไว้ในที่เดียว

เปิดตั้งแต่ 09.00 – 16.30 น.ค่าเข้าชม 550 เยน ภายในก็จะประกอบไปด้วยหมู่อาคารหลายหลัง

แต่ละหลังก็จะมีการจัดแสดงงานหัตถกรรมและมีส่วนให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองทำงานหัตถกรรมที่ตนเองสนใจด้วย มีมากถึง 17 กิจกรรม ซึ่งเวลาในการทำรวมถึงราคาสำหรับการทำแต่ละกิจกรรมก็จะแตกต่างกัน

ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเป่าแก้ว (Glass technology Experience) ราคาทำกิจกรรม 3,600 เยน การเพนต์ผ้าเช็ดหน้า (Stencil dyeing Experience) ราคาทำกิจกรรม 1,300 เยน

ปั้นถ้วยชามแบบเอจิเซน (Echizen ware hand-build experience) ราคาทำกิจกรรม 2,000 เยน

หรือกิจกรรมทำขนมโดรายากิ (Dorayaki Paste filling Experience) ราคาทำกิจกรรม 1,100 เยน เป็นต้น ทำเสร็จก็ได้ของนั้นเป็นของที่ระลึกกลับไปด้วย ฉันว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อย

ปิดท้ายกันที่คนรักรถต้องร้องว้าว ขนาดฉันเองไม่ได้เป็น Car Lover ยังชอบที่นี่เลยกับป้ายที่ 9 ป้าย Motorcar Museum of Japan พื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร

เต็มไปด้วยรถยนต์กว่า 500 คัน ของพิพิธภัณฑ์รถยนต์ของญี่ปุ่นแห่งนี้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ยานยนต์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของประเทศ

แรกเริ่มพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้น โดย Shoso Maeda ที่เก็บสะสมรถยนต์ส่วนตัว ในปี พ.ศ. 2521

ต่อมาก็ได้มีการรวบรวมรถยนต์เพิ่มมากขึ้นจากประเทศต่างๆ และยุคสมัยที่ต่างกัน โดยมีการแบ่งหมวดหมู่ตามยี่ห้อของรถยนต์ที่ผลิตจากญี่ปุ่น และต่างประเทศ รถยนต์เด่นๆ ที่สามารถดูได้เฉพาะที่นี่

อย่างเช่น รถยนต์สี่ล้อของ De Dion-Bouton ผู้ผลิตชาวฝรั่งเศส (1899) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์พลังงานเบนซินดั้งเดิม

หรือรถ GAZ-69 รถบรรทุกขนาดเล็กขับเคลื่อนสี่ล้อที่ผลิตจากอดีตสหภาพโซเวียตในปี 1940 รถ Trabant (1965) ผลิตจากประเทศเยอรมนีตะวันออกในอดีต

รถ Hongqi (1967) ซึ่งใช้เป็นพาหนะอย่างเป็นทางการของผู้นำของประเทศจีน หรือรถ Rolls-Royce Silver Spur II (1989) ซึ่งถูกใช้เมื่อเจ้าหญิงไดอานาแห่งสหราชอาณาจักรเดินทางมาเยือนประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ถ้าสังเกตดีๆ คุณจะเห็นความพิเศษของรถบางคันที่มีป้ายทะเบียนเดียวกับปีที่ผลิต ถือได้ว่าเป็นลิมิเต็ดมากๆ นอกจากนี้ยังมีรถตุ๊กๆ จากประเทศไทยรถเมล์จากลอนดอนอังกฤษ ตลอดจนรถน่ารักๆ อย่างรถยนต์โดราเอมอน

อย่าลืมก่อนกลับ ลองแวะห้องน้ำของพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ บริเวณชั้นหนึ่งที่สุดแสนพิเศษ เพราะสุขภัณฑ์ เป็นสุขภัณฑ์ที่นำมาจากหลากหลายประเทศ

ดังนั้นหากคุณเป็นแฟนตัวยงของรถยนต์แนะนำให้ใส่สถานที่นี้ในแผนการเดินทาง คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน

นอกจากเส้นทางภูเขาของรถ CAN BUS แล้วยังมีอีกหนึ่งเส้นทางคือ เส้นทางทะเล แล้วฉันจะนำมาเสนอในครั้งต่อไป ว่าถ้าคุณเลือกเส้นทะเล คุณจะได้พบสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอะไรบ้าง

ตั๋วรถ CAN BUS ของ Kaga Loop Bus 1 วัน สำหรับผู้ใหญ่ 1,100 เยน และ 2 วัน สำหรับผู้ใหญ่ 1,300 เยน หากมีเวลาแนะนำ ให้ซื้อแบบ 2 วัน วันหนึ่งเดินทางเส้นภูเขา อีกวันเดินทางเส้นทะเล รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.kaga-canbus.jp/english.php

Share This Post:Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn0